SUPERBIKE-CLUB THAILAND สังคมผู้ใช้รถบิ๊กไบค์ ,ซื้อขาย,BIGBIKE,SUPERBIKE ,HONDA,YAMAHA,KAWASAKI,DUCATI,BMW,KTM,CB400, SF400,CB1300, ทั่วประเทศไทย
ตุลาคม 14, 2019, 04:26:21 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 7   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รวมปัญหาต่างๆที่รถเป็น+น้ำมันเครื่องทำมันต้องใช้ดีๆ+วิธีเซ้ทโช้ค+enging-brke  (อ่าน 130929 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ช่างเค superbike-club
MODERATOR
OVER 1000 POST
*****

คะแนนความนิยม 231
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 3400
สมาชิก SF คนที่ : 1179


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 12:20:16 PM »

 1 คลัชลื่น อาการคือ ขี่ๆไปแล้วเร่งเครื่อง รอบเครื่องฟาดกวาดไป แต่ล้อไม่หมุน แก้ไขไม่ได้เปลียนแผ่นครัชอย่างเดียว
 2 น้ำมันท่วม อาการคือ ขี่ไม่ได้ ไม่ครบสูบเดินเบาก็คอยจะดับ แก้ไขได้ ล้างคาบูอย่างละเอียดใช้ น้ำยาล้างคาบูโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่หาย
 3 คาบูไม่ดี อาการ เดินเบาไม่ได้ล้างคาบูแล้วก็ไม่หาย น้ำมันท่วมตลอดทำไงก็ไม่หาย แก้ไขได้ โดยช่างผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
 4 คาบูเสีย อาการ เดินเบาได้ปกติ วิ่งช้าๆวิ่งได้สบายแต่ พอวิ่งเร็ว ประมาณ100วิ่งสะดุด อาจมีไฟออกท่อ แบบF16เลย แก้ไขไม่ได้เปลี่ยนอย่างเดียว มักเจอในรถอายุเกินสิบปีที่ถังน้ำมันเป็นสนิม
 5 วาล์ยัน อาการคือ ยันน้อยสตาร์ทติดได้ ร้อนๆเดินเบาไม่ได้  ยันมากๆสตาร์ติดยากติดแล้วต้องคอยเบี้ลเครื่องไว้ไม่งั้นมันจะดับ แก้ไขได้ ตั้งวาล์แต่ถ้าชิมบางแล้วต้องเปลี่ยนวาล์
 6 แบตเสื่อม อาการคือ แบตหมดอย่างไม่มีสาเหตุ พ่วงกับคันอื่นสตาร์ติดหรือ เข็นก็ติด วัดไฟก็ชาร์ต แก้ไขไม่ได้ เปลียนเเบตเท่านั้น
 7 ผ่านชาร์ตเสีย อาการคือ วิ่งๆไปดับกลางอากาศ หาสาเหตุไม่ได้ไฟในเเบตไม่มีเลย พอเอาเเบตไปชาร์ทแล้วแบตยังเก็บไฟ แก้ไขไม่ได้ เปลี่ยนแผ่นชาร์ทเท่านั้น
 8 ฟินล์คอยเสื่อม อาการคือ อาการเบื้องต้นจะเหมือน  แผ่นชาร์ท กับแบตเสีย ต้องเจอช่างจริงๆแล้วครับหายากนิดหน่อยอาการนี้
 9 ซิลโชคเสีย อาการคือ มีน้ำมันโชคซึมออกมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แก้ไขไม่ได้ เปลี่ยนอย่างเดียวแนะนำให้เปลี่ยนทั้งคู่เพราะอายุจะไล่เลี่ยกัน จะได้เสียค่าเเรงครั้งเดียว
 10 โซ่เสีย อาการคือ มีเสียงดังผิดปกติ ยืดเร็วกว่าปกติ บางข้อตายแบบเห็นด้วยตาเปล่า โซ่ดีๆเค้าตั้งกันประมาณ 1000 กิโลครั้งครับ
 11 ยางแบนบ่อยๆ อาการคือ ยางซึมบอยหารอยรั่ว(รอยสิ่งของที่มาตำ)ไม่เจอ อาจออกมาจากขอบแม็ก หรือ ศรยาง แก้ไขได้ให้ร้านยางทำทากาวที่ขอบแมก เปลี่ยนศร
 12 ไฟหน้าขาดบ่อย อาการคือ วิ่งๆไม่นานไฟหน้าก็ขาด เปลี่ยนแล้วไม่นานมันก็ขาดอีก แก้ไขได้ ส่วนใหญ่มันจะมาจากกาวเดินไม่สะดวก หรือตัวล๊อกหลอดไม่แน่น มันกระเทือน(สั่น) ก็เลยขาด
 13 ไฟเลี้ยวค้าง อาการคือ เปิดไฟเลี้ยวแล้วมันไม่กระพริบ แก้ไขได้ ล้างขั้วหรือเคาะที่รีเล ถ้าไม่หายก็เปลี่ยนรีเล หรือดูกำลังวัตถ์ของหลอดถ้าวัตถ์เยอะมันจะกระพริบช้า ถ้าวัตถ์น้อยจะกระพริบเร็ว
 14 น้ำโบว์ออก อาจมาจาก ฝาหม้อน้ำเสีย หม้อน้ำตัน ประเก็นฝาสูบแตก  ฝาสูบโก่ง พัดลมไม่ทำงาน แก้ไขได้ พัดลมไม่ทำงานก็มี 1 เทอโมสตัดเสียหรือ ไม่มีกราว(ขั้วลบ)ลงที่หม้อน้ำไฟฟ้าเลยไม่ครบวงจร หรือพัดลมเสียต้องเปลี่ยนครับ ฝาหม้อน้ำดูว่ายางมันบานหรือยังถ้าบานแล้วก็เปลี่ยน  1.1  นะ  0.9 มันก็จะโบวเร็วไป หม้อน้ำตันก็ล้างก่อนถ้าไม่หายก็ต้องเปลี่ยน ส่วนอันอื่นหาช่างเหอะเดี๋ยวยาวถ้าทำเอง
 15 วาล์วน้ำเสีย อาการ ขี่เเป๊บเดียวไฟกะพริบแต่พัดลมไม่ทำงาน เนื่องจากวาล์วน้ำมันไม่ยก น้ำเลยไม่วนน้ำในหม้อน้ำจึงไม่ได้อุณหภูมิ ไฟเลยกระพริบ เเก้ไขไม่ได้ ต้องเปลี่ยนอย่างเดียว เคยทำความสะอาดแล้วมันทำงานแต่ไม่นานมันก็ไม่ยกอีก เปลียนเลยดีกว่า
 16 น้ำมันเครื่องหมดอายุ อาการคือ เกียร์เเข็งเข้ายาก แก้ไขง่ายๆเปลี่ยนน้ำมันเครื่องกับกรองน้ำมันเครื่อง (ถ้าใช้กรองน้ำมันเครื่องแท้ ถ่ายน้ำมันเครื่องสองครั้งค่อยเปลี่ยนใหม่เอาของมอไซค์นะอย่าเอาของรถยนต์มาใส่)
  17 ขอก๊อปรูปวิธีฉีดโซ่ มาลงด้วยครับมันจะได้รวมอยู่ที่เดียวกัน และจำนวนการเติมน้ำมันเครื่องด้วย
 18 เปิดสวิสกุญแจแล้วไม่มีไฟอะไรขึ้นเลย ในกรณีที่เเบตเต็มนะ เป็นเพราะ ฟิว 30A ที่auto start ขาดเป็นฟิวเมนถ้าขาดแล้วดับทั้งคันมี อยู่ที่ฝาข้างๆซ้าย รูปประกอบด้านล่าง
  19 สิ่งที่ควรดู  น้ำมันเครื่องอย่าให้ต่ำกว่าขีดล่าง น้ำในหม้อพักและถ้าจะให้ดีเปิดฝาหม้อน้ำจะดีมาก เพราะจะได้ดูฝาหม้อด้วย ถ้ายางมันบานหรือแตก                 กรอบควรรีบเปลี่ยนทันที เพราะปล่อยไว้มันจะเป็นสาเหตุทำให้(ฝาสูบโก่งได้)
   วิธีเชคไฟว่าชารท์หรือเปล่า งายๆนะ หันไปรถเราเข้ากำแพงแล้วลองเร่งประมาณ 2000-3000 รอบดูว่าส่วงขึ้นเปล่า ถ้าส่วงแผ่นทำงานครับ แต่ถ้าเฉยก็เตรียวตัวเสียตังครับ
                                    
                                ปล. ช่าง k เองครับ สำหรับผู้ที่มีปัญหาโทรมาได้ครับ ช่วยได้ผมจะช่วยครับ 0863244924 แต่อย่าดึกนะ น้ำมันแก๊สโซฮอล์คืออะไร

น้ำมันแก๊สโซฮอล์ คือ น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ ที่ใช้สำหรับทดแทนน้ำมันเบนซิน (น้ำมันแก๊สโซลีน) ที่มีส่วนผสมระหว่างเอทานอลหรือเอทิลแอลกอฮอล์ มีความบริสุทธิ์ 99.5% ผสมกับน้ำมันเบนซิน ในอัตราส่วน น้ำมัน 9 ส่วน เอทานอล 1 ส่วน ได้เป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรฐานที่กำหนด และสามารถใช้ทดแทนน้ำมันเบนซิน 95 ธรรมดาได้ โดยเติมได้ทันที ไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์ใดๆ เพิ่มเติม และสามารถเติมสลับหรือผสมกับเบนซิน โดยไม่ต้องรอให้น้ำมันหมดถัง

 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 แตกต่างจากน้ำมันเบนซิน 95 อย่างไร

น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ผลิตจากน้ำมันเบนซินออกเทน 91 ผสมกับเอทานอลซึ่งเป็นตัวเพิ่มค่าออกเทน ทำให้ได้แก๊สโซฮอล์ที่มีออกเทนเท่ากับน้ำมันเบนซิน 95 ที่ใช้สาร MTBE (Methyl Tertiary Butyl Ether) เป็นสารเพิ่มค่าออกเทน สาร MTBE มีข้อเสียคือ ทำให้เกิดการปนเปื้อนกับน้ำใต้ดินและน้ำดื่ม หลายๆ ประเทศจึงมีนโยบายเลิกใช้สาร MTBE นอกจากนี้แก๊สโซฮอล์ ยังมีการเผาไหม้สมบูรณ์กว่าน้ำมันเบนซิน เนื่องจากมีส่วนผสมของเอทานอล ซึ่งมีโมเลกุลของออกซิเจนในเนื้อน้ำมันมาก ส่งผลให้เกิดมลพิษน้อยกว่า น้ำมันเบนซิน และพบว่าทำให้สมรรถนะของเครื่องยนต์ดีขึ้น หรือเท่ากับการใช้น้ำมันเบนซินปกติ

ความแตกต่างระหว่างน้ำมันเบนซินออกเทน 95 ทั่วไป กับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95

น้ำมันเบนซินออกเทน 95 ทั่วไป = น้ำมันเบนซิน + สาร MTBE
(สาร MTBE นำเข้าจากต่างประเทศ)

น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 = น้ำมันเบนซิน+เอทานอล
(เอทานอลผลิตจากพืชเกษตร เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด)

 น้ำมันแก๊สโซฮอล์มีข้อดีอย่างไร

ผลดีต่อเครื่องยนต์

ไม่มีผลกระทบต่อสมรรถนะเครื่องยนต์และอัตราการเร่งไม่แตกต่างจากน้ำมันเบนซิน 95
สามารถเติมผสมกับน้ำมันที่เหลืออยู่ในถังได้เลยโดยไม่ต้องรอให้น้ำมันที่มีอยู่ในถังหมด
ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการปรับแต่งเครื่องยนต์
ผลดีต่อประเทศ

ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ลดการขาดดุลทางการค้า
ช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศในการนำเข้าสาร MTBE ถึงปีละ 3,000 ล้านบาท
ใช้ประโยชน์จากพืชผลทางการเกษตรสูงสุดและยกระดับราคาพืชผลทางการเกษตร สร้างรายได้ให้เกษตรกร
เครื่องยนต์มีการเผาไหม้ที่ดีขึ้น ทำให้ช่วยลดมลพิษทางอากาศ และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยสามารถลดปริมาณไฮโดรคาร์บอนและคาร์บอนมอนนอกไซด์ลง 20 - 25 % ทำให้ลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพของประชาชน
ทำให้เกิดการลงทุนที่หลากหลายทั้งด้านเกษตรและอุตสาหกรรม
เป็นพลังงานหมุนเวียนจึงถือเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรของโลก ซึ่งเป็นแนวทางพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน
ผลดีต่อคุณ

ได้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ ในราคาที่ประหยัดลง 1.50 บาทต่อลิตร
ช่วยให้เครื่องยนต์เผาไหม้สะอาด สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ได้มีส่วนช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อนร่วมชาติให้ขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น
ได้ช่วยลดมลพิษทางอากาศ ซึ่งส่งผลถึงชีวิตตนเอง ลูกหลาน และเพื่อนร่วมชาติ



















การเช็คระบบน้ำและวาล์น้ำ
แบบสั้นๆ โชคดีหน่อยไม่เกิดผลร้ายทันที ถ้าน้ำหม้อน้ำเดือด  โดยไม่มีการวนของน้ำ  มันก็จะระเหยออกไปเป็นธรรมชาติของมัน เมื่อระเหยไปเรื่อยๆ น้ำก็หมด แห้ง ทีนี้เครื่องยนต์ก็ร้อน ฮีท น๊อค ดับ เสีย พัง ฝาโก่ง ซ่อม จ่ายตัง เสียเงิน
แต่ถ้าโชคร้าย น้ำเดือดมากตอนขี่ น้ำเดือดจัดๆ ไม่มีการวน มันก็จะหาทางระบายออกตามธรรมชาติของมัน อาจจะดันฝาหม้อน้ำเปิดออกถ้าฝาไม่ดี
ท่อยางบวมเป่งแตก น้ำ ก็หมด  แห้ง ทีนี้เครื่องยนต์ก็ร้อน ฮีท น๊อค ดับ เสีย พัง ฝาโก่ง ซ่อม จ่ายตัง เสียเงิน



ถ้าแบบยาวๆ  อ่านรายละเอียดเลยครับ

หม้อน้ำเดือด เข็มความร้อนขึ้น...

ใกล้เข้าสู่หน้าร้อนเต็มตัวแล้วก็ต้องมาสนใจศึกษาระบบระบายความร้อนของรถยนต์กันสักหน่อยและระยะนี้มีผู้มีปัญหาเรื่องนี้อยู่สองสามรายจึงขอถือโอกาสยกขึ้นเป็นหัวข้อใหม่ เผื่อจะเป็นแนวทางในการทำความเข้าใจกับปัญหาระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์ของเจ้าของรถทุกท่าน

ในการทำงานของเครื่องยนต์จะมีความร้อนเกิดขึ้นซึ่งต้องมีระบบระบายความร้อนเพื่อป้องกันความเสียหายของเครื่องยนต์รถยนต์ทั่วๆไปใช้น้ำเป็นตัวระบายความร้อนโดยมีท่อน้ำหล่อเย็นเข้าไปในตัวเครื่องยนต์แล้วน้ำที่รับความร้อนจากภายในเครื่องยนต์ ก็ถูกส่งมายังหม้อน้ำรถยนต์เพื่อระบายความร้อนออกจากน้ำ โดยอาศัยอากาศ(ลม)ที่ผ่านหม้อน้ำ(radiator)และปริมาณอากาศที่ผ่านเข้ามาระบายความร้อนจะมีมากขึ้นเมื่อรถวิ่งหรือพัดลมเครื่องยนต์(engine fan)ของรถหมุนทำงาน

ก่อนอื่นเราต้องมารู้จักถึงคุณสมบัติของน้ำกันก่อนน้ำเมื่อได้รับความร้อนจะมีการขยายตัวปริมาตรเพิ่มขี้นเรื่อยๆเมื่ออุณหภูมิถึงจุดเดือด (ที่ความดันบรรยากาศระดับน้ำทะเลอุณหภูมิจุดเดือดของน้ำ =100 องศาC )น้ำจะเปลี่ยนสถานะเป็นก๊าซที่เรียกว่า ไอน้ำ และจะมีคุณสมบัติด้านปริมาตรเพิ่มขึ้นอย่างมากๆจนสามารถเอาไปดันลูกสูบในหัวรถจักรไอน้ำให้วิ่งได้อย่างสบาย

เนื่องจากระบบระบายความร้อนรถยนต์ต้องอาศัยน้ำไปหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์เพื่อระบายความร้อนและต้องอยู่ในสถานะของเหลว(น้ำ)ไม่ใช่ก๊าซ(ไอน้ำ)ดังนั้นจะมีปัญหาแน่ๆหากอุณหภูมิเครื่องยนต์สูงขึ้นเรื่อยๆจนถึงจุดเดือดของน้ำ น้ำจะเดือดกลายเป็นไอระเหยออกไปหมดดังนั้นต้องทำระบบให้เป็นระบบปิดเสีย หม้อน้ำจึงต้องมีฝาปิด(radiator cap)และต้องเป็นฝาปิดพิเศษที่ทนต่อแรงดันน้ำได้ระดับหนึ่งจากปริมาตรน้ำที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากความร้อนนอกจากนี้น้ำยังมีคุณสมบัติอีกข้อถ้าความดัน(ในระบบ)สูงขึ้นค่าจุดเดือดของน้ำจะสูงขึ้นอย่างไรก็ตามฝาปิดหม้อน้ำก็เป็นแบบนิรภัย ถ้าความดันผิดปกติสูงถึงค่าหนึ่งก็จะไม่สามารถรักษาความดันได้ต้องระบายแรงดันออกมามิฉะนั้นเหมือนกับมีระเบิดรอวันประทุอยู่ในรถยนต์ ส่วนน้ำที่ล้นจากหม้อน้ำจะมีท่อต่อจากหม้อน้ำ ไปเก็บที่กระปุกพักน้ำ(coolant reservoir)แต่รถบางรุ่นไม่มีฝาหม้อน้ำ เช่น Mondeo,Escape แต่มีท่อเข้าและออกต่อเป็นระบบปิดต่อไปยังกระปุกพักน้ำ(ทนแรงดันสูง) ซึ่งจะมีฝากระปุกแรงดันสูงและมีวาล์วนิรภัยแบบเดียวกับฝาปิดหม้อน้ำรถทั่วไป แต่จะไม่มีท่อน้ำล้นอีกดังนั้นการเติมน้ำหล่อเย็นลงในกระปุก ต้องเติมตามสเปคอย่าให้เกินขีดที่กำหนดต้องเหลือที่ว่างสำหรับการขยายปริมาตรของน้ำหล่อเย็น

แล้ววาล์วน้ำ(thermostat)ทำหน้าที่อะไร? เมื่อเครื่องยนต์ทำงานปั้มน้ำจะหมุนเพื่อจะให้น้ำในระบบระบายความร้อนหมุนวนเพื่อถ่ายเทความร้อนแต่น้ำจะไหลไปติดตรงวาล์วน้ำต้องมารู้ก่อนอีกว่าเครื่องยนต์จะทำงานได้ดีที่อุณหภูมิร้อนน้อยๆค่าหนึ่งถ้าอุณหภูมิต่ำไป เช่น ตอนสตาร์ทเครื่องยนต์ใหม่ๆตอนเช้าเครื่องยนต์จะมีการเสียดทานสึกหรอสูงดังนั้นในขณะที่อุณหภูมิเครื่องยนต์ร้อนไม่ถึงอุณหภูมิการทำงานวาล์วน้ำจะปิดไม่มีการไหลเวียนของน้ำไประบายออกที่หม้อน้ำเพื่อให้อุณหภูมิสูงขึ้นโดยเร็วแต่เมื่ออูณหภูมิสูงถึงค่าหนึ่ง วาล์วน้ำก็จะเปิดให้เกิดการไหลเวียนของน้ำ

ส่วนน้ำยาหล่อเย็นที่ผลิตเพื่อผสมกับน้ำในหม้อน้ำนั้น จะช่วยป้องกันการเกิดสนิม ป้องกันการเกิดตะกรันป้องกันน้ำเป็นน้ำแข็งในประเทศเมืองหนาว และบางแบบคุยว่าช่วยเพิ่มจุดเดือดของน้ำให้สูงขึ้นถึง 126 องศาCก็หมายความว่า(แม้หากเปิดฝาหม้อน้ำไว้)อุณหภูมิเครื่องยนต์ถึง 100 องศาCน้ำที่ผสมน้ำยาก็ยังไม่เดือด จนกว่าจะถึง 126 องศาCอย่างไรก็ตามน้ำยาเติมหม้อน้ำก็ควรใช้ตามอัตราส่วนให้ถูกต้องซึ่งส่วนใหญ่มักจะเติม 50% ต่อน้ำ 50% หรืออัตราส่วน 1:1 นั่นเองแต่ก็มีน้ำยาแบบผสมเสร็จแล้วใช้อยู่ตามศูนย์ฯ ไม่ต้องไปผสมกับน้ำอีก
แต่คำนวณราคามักจะแพงกว่า และยังต้องระวังน้ำยาเติมหม้อน้ำบางชนิดมีผลเสียอันตรายต่อหม้อน้ำชนิดอลูมิเนียม(หม้อน้ำอลูมิเนียมระบายความร้อนดีกว่าเหล็กหรือทองแดง)

คราวดีมาดูปัญหาเข็มความร้อนขึ้น มีสาเหตุ
1.ชุดเข็มความร้อน หรือ ตัวรับอุณหภูมิ(temperature guage sender)เสียทำให้แสดงค่าผิดไป
2.หม้อน้ำสกปรกภายนอก ครีบพับงอ อากาศภายนอกระบายผ่านได้ไม่ดี
3.หม้อน้ำตันภายใน การไหลเวียนของน้ำมาระบายความร้อนจึงไม่ดี
4.พัดลมเสีย หรือ ทำงานไม่ครบทุกจังหวะspeed
5.วาล์วน้ำเสีย ไม่ยอมเปิดให้น้ำไหลเวียนมาระบายความร้อนออกที่หม้อน้ำ
6.ปั้มน้ำเสียชำรุด ไม่สามารถทำให้น้ำในระบบไหลวน
7.น้ำแห้งจากสาเหตุต่างๆ เช่น ท่อน้ำแตกรั่วทั้งที่รั่วตามท่อภายนอกหรือรั่วภายในตัวเครื่องยนต์

ปัญหาน้ำเดือดล้น
1.ปิดฝาหม้อน้ำไม่แน่น น้ำล้นออกมาได้ (ถ้าไม่มีน้ำยาเติมหม้อน้ำ)อุณหภูมิ100 องศาC น้ำก็เดือด เป็นไอ ขยายปริมาตรเพิ่มความดันดันน้ำล้นออกมา
หรือหากไปบนเขาสูงๆที่ความดันบรรยากาศต่ำ อุณหภูมิไม่ถึง 100 องศาCน้ำก็เดือดแล้ว
2.ฝาปิดหม้อน้ำเสียชำรุด อากาศรั่วผ่านได้ ทำให้ไม่สามารถรักษาความดันในระบบได้ ก็เป็นแบบเดียวเหมือนข้อ1.
3.มีสาเหตุทำให้เกิดความร้อนสูงเกินไป จนถึงจุดเดือดทีอุณหภูมิสูงแล้วจนแรงดันในระบบสูงเกินกว่าข้อจำกัดของฝาหม้อน้ำ เช่น หม้อน้ำตันปั้มน้ำเสีย

ข้อมูลจากฝ่ายวิชาการดอทคอม


น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% มีคุณภาพคุ้มกับราคาหรือไม่?


    * ข้อดีประการแรก ของน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% คือ การมีความหนืดต่ำที่อุณหภูมิต่ำ จึงมีผลทำให้น้ำมันเครื่องไหลไปหล่อลื่นส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่เริ่มติดเครื่องยนต์ขณะเย็นจัด เช่น ต่ำกว่า 0° องศาเซลเซียส (ซึ่งสภาวะเช่นนี้มีเฉพาะบนเขาสูง ในหน้าหนาวเพียงไม่กี่วันเท่านั้นในประเทศไทย)
    * ข้อดีประการที่ 2 คือ ทนต่อความร้อนสูงที่หัวลูกสูบส่วนบน และผนังกระบอกสูบได้ดี จึงมีอัตราการระเหยเป็นไอน้อยกว่าน้ำมันเครื่อง "ธรรมดา" อัตราการสิ้นเปลือง น้ำมันเครื่องจึงน้อยกว่า
    * ข้อดีประการที่ 3 คือ การมีค่าดัชนีความหนืดสูง โดยไม่ต้องใส่สารปรับดัชนีความหนืดในปริมาณมากเท่าน้ำมันเครื่องธรรมดา ว่ากันแบบง่าย ๆ ก็คือ สารปรับดัชนีความหนืด เป็นตัวช่วยไม่ให้น้ำมันเครื่องใส หรือข้นน้อยเกินไปเมื่อถูกความร้อน แต่สารนี้จะเสื่อมสภาพเมื่อถูกความร้อนสูง และแรงเฉือนในเครื่องยนต์ น้ำมันเครื่อง "ธรรมดา" จึงรักษาความข้น หรือความหนืดขณะร้อนจัดได้ไม่ดีเท่าตอนที่น้ำมันเครื่องยังใหม่ ๆ อยู่ ส่วนน้ำมันเครื่องสังเคราะห์นั้น มีโมเลกุลขนาดใกล้เคียงกันคงเส้นคงวาตลอด ไม่ค่อยมีความ เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น จึงไม่ต้องการสารปรับดัชนีความหนืดมาก เหมือนน้ำมันเครื่องธรรมดา อายุการใช้งานของน้ำมันเครื่องสังเคราะห์จึงสูงกว่ามาก "ว่ากันอย่างไม่ต้องอ้างอะไรให้ยุ่งยาก อย่างน้อยก็ 2 เท่าของน้ำมันเครื่องธรรมดาครับ"

            

  

   แต่ถ้าเปรียบเทียบราคาน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ กับราคาน้ำมันเครื่องธรรมดาระดับน้ำมันเครื่องสูงสุด น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ จะมีราคาสูงกว่า 2-3 เท่า ทำให้ไม่สามารถกล่าวได้อย่างเต็มที่นักว่าคุ้มกว่าการใช้น้ำมันเครื่องธรรมดาหรือไม่ นอกเสียจากข้อมูลดังต่อไปนี้ที่คนทั่วไปนำมาเป็นหลักคิดครับ

   1. ผู้ที่ต้องการดูแลเครื่องยนต์เป็นพิเศษ , ผู้ที่ต้องการถนอมให้เครื่องยนต์สึกหรอน้อยที่สุด และต้องการให้รถของเรามีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ซึ่งปัจจัยนี้เป็นปัจจัยหลัก ที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกเลย
   2. ผู้ที่ชอบของแพง ถ้าอยู่ในฐานะที่สามารถซื้อหาได้ โดยไม่ได้ทำให้ใครต้องเดือนร้อน (เช่น ต้องแอบจิกเงิน ผบ.ทบ. อิอิ)
   3. ผู้ที่ใช้รถประมาณวันละ 100 กม.ขึ้นไป ไม่ว่าจะใช้ในเมืองหรือขับทางไกลก็ตาม โดยสามารถยึดระยะเปลี่ยนน้ำมันเครื่องจากที่กำหนดไว้ได้อีก 5,000 ถึง 10,000 กม. เพื่อชดเชยราคาที่สูงกว่า โดยไม่ต้องกังวลว่าน้ำมันเครื่องจะเสื่อมสภาพหรือไม่ จึงทำให้หมดห่วงไปได้ในเรื่องของน้ำมันเครื่อง

การใช้น้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพต่ำแต่เปลี่ยนบ่อยดีกว่าหรือไม่?





   ฟันธงได้เลยครับว่า "เป็นวิธีที่ไม่ควรปฏิบัติอย่างยิ่งครับ" เพราะน้ำมันเครื่องคุณภาพต่ำนั้น จะทำให้เครื่องยนต์สึกหรอตั้งแต่แรกที่เติมแล้วครับ เปลี่ยนไปใช้น้ำมันเครื่องที่สูงกว่า ราคาอาจสูงกว่าแต่เรื่องคุณภาพจะดีกว่ามาก ๆ ครับ จะได้ประหยัดเงินในส่วนของค่าใช้จ่าย ในการซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ไปได้อีกเยอะครับ แต่มีข้อสำคัญนิดนะครับว่า อย่าแน่ใจจากรูปแบบการบรรจุ และข้อความด้านข้างเท่านั้น เพราะตอนนี้มีน้ำมันของปลอมออกมาขายกันเยอะครับ โดยไม่มีใครตั้งใจจะปราบปรามอย่างจริงจัง ทำให้ผู้บริโภคโดนเอาเปรียบอยู่เสมอมา และไม่สามารถไปเรียกร้องกับใครได้ ให้เราคิดเสียว่าของดี ราคาถูก ไม่มีในโลก ถึงจะแพงแต่คับด้วยคุณภาพ อย่างนี้น่าคบกว่าเยอะครับ

การเลือกซื้อน้ำมันเครื่อง

   ก่อนอื่นเลยก็ต้องเลือกที่ "ยี่ห้อ"และตัวแทนที่มีมาตรฐาน แล้วจึงค่อยเลือกระดับความหนืด และคุณภาพของน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมกับการใช้งานของเรา เช่น น้ำมันเครื่องโดยทั่ว ๆ ไปจะมีค่าดังต่อไปนี้ครับ 10W-40 , 15W-40 , 15W-50 , 20W-50 ส่วนค่าตัวเลขในชุดหลังนั้นจะต้องไม่ต่ำกว่า 40 (ความหนืด) นะครับ ยกเว้นน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ ถ้าใช้รถในที่หนาวเย็นบ่อยควรเลือกเบอร์แรก ๆ ไว้ก่อนครับ เช่น 10W-40 หรือ 15W-40 จะดีที่สุด ดูข้อมูลค่าตัวเลขได้ตามตารางข้างล่างครับ

  



การตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเครื่องด้วยตัวคุณเอง

   ตามปกติผู้ใช้รถต้องหมั่นตรวจระดับน้ำมันเครื่องอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ไม่ควรปล่อยให้ระดับน้ำมันเครื่องอยู่ในระดับที่ต่ำจนเกินไป ซึ่งในการตรวจระดับน้ำมันเครื่อง คุณสามารถทำได้ตามขั้นตอนดังนี้

    * จอดรถอยู่ในแนวระดับราบ อุ่นเครื่องยนต์จนถึงอุณหภูมิทำงาน
    * ดับเครื่องยนต์ทิ้งไว้ 4-5 นาที เพื่อให้น้ำมันเครื่องไหลกลับมาลงอ่างแล้วจึงทำการตรวจสอบ
    * น้ำมันเครื่องที่ปลายก้านวัดน้ำมันเครื่อง ควรอยู่ระหว่างขีด " F " และ " L " (ส่วนรถมอเตอร์ไซต์ก็ดูที่ตาแมวแถว ๆ บริเวณเครื่องได้ครับ )
    * ถ้าน้ำมันยังไม่ได้ระดับให้เติมน้ำมันเครื่องทีละน้อย จนถึงระดับที่เหมาะสม (น้ำมันควรอยู่ระหว่างขีด " F " และ " L ")

   1. ข้อควรระวัง อย่าเติมน้ำมันเครื่องมากเกินไป เพราะหากมีน้ำมันเครื่องมากเกินไป ข้อเหวี่ยงอาจตีไปโดน และกระเด็นเข้าสู่ห้องเผาไหม้ จนทำให้เกิดควันขาว และทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้
   2. ในระหว่างการตรวจเช็ค ควรระมัดระวัง เพราะอาจสัมผัสถูกท่อร่วมไอเสียขณะที่มีอุณหภูมิสูง


     สุดท้ายนี้ การเลือกใช้น้ำมันเครื่องนั้น ควรใช้ปัจจัยหลาย ๆ อย่างมาเป็นตัวตัดสินใจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการปฏิบัติตามคู่มือจะดีที่สุด ว่าควรใช้แบบไหนและอย่างไร ในคู่มือการใช้รถมีบอกเอาไว้อยู่แล้วครับ แต่ถ้าใครต้องการดูแลเครื่องยนต์ให้อยู่ทนทานและสภาพดี และไม่ได้กังวลเรื่องราคามากนัด ก็เลือกใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพดีไปเลยครับ และสิ่งสำคัญระลึกไว้เสมอครับว่า
"ของดีราคาถูก ไม่มีอยู่ในโลกนี้ ของดีราคาแพง แต่มักจะแพงอย่างมีเหตุผลครับการผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานจากปิโตรเลียม
น้ำมันดิบที่ผ่านการคัดเลือก จะถูกส่งเข้าสู่หอกลั่นบรรยากาศ เพื่อแยกเอาส่วนเบาที่เป็นเชื้อเพลิง (ก๊าซหุงต้ม น้ำมัน เบนซิน น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซล) ออกก่อนแล้วจึงถูกส่งมากลั่น ต่อในหอกลั่นสูญญากาศ ส่วนของน้ำมันหล่อลื่นจะถูกกลั่นแยกออกมาด้านข้างหอมีทั้งความหนืดต่ำ ความหนืดปานกลาง และความหนืดสูง ซึ่งจะต้องผ่านการปรับปรุงคุณภาพอีก 3 ขั้นตอนคือ


การสกัดด้วยตัวทำละลาย (Solvent Extraction) โดยกำจัดสารที่ไม่อิ่มตัวจำพวกอะโรเมติก กำมะถันสารประกอบไนโตรเจน ด้วยตัวทำละลายเพื่อปรับปรุงให้มีดัชนีความหนืดสูงขึ้น สีคงตัวดี และรวมตัวกับออกซิเจนได้ยาก
การเติมไฮโดรเจน (Hydrofining) เพื่อทำละลายหรือแปรรูปสารประกอบกำมะถัน ไนโตรเจน กรด และไฮโดรคาร์บอนที่ไม่อิ่มตัวทำให้น้ำมันพื้นฐานมีความต้านทานการรวมตัวกับออกซิเจนสูง ไม่สลายตัวง่าย ไม่เกิดยางเหนียวมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น
การแยกไข (Dewaxing) เพื่อให้มีจุดไหลเทต่ำลงสามารถใช้งานที่สภาพอุณหภูมิต่ำๆ ได้ดี


จะได้น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่บริสุทธิ์ คุณภาพสูงมีชื่อ เรียกว่า Solvent Neutral (SN) มีความหนืดเป็นเบอร์ต่างๆ เช่น SN150, SN 500 และ SN 600 ซึ่งเหมาะสำหรับทำน้ำมันหล่อลื่นประเภทต่างๆ

ส่วนหนักและข้นของน้ำมันที่ก้นหอกลั่นสูญญากาศจะถูกนำไปแยกเอายางมะตอยออก (Deasphalting) แล้วผ่านการปรับปรุงคุณภาพอีก 3 ขั้นตอน ที่กล่าวมาแล้วก็จะได้น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานบริสุทธิ์ที่ข้นมาก มีชื่อเรียกว่า Bright Stock (BS) เช่น BS 150 ซึ่งเหมาะสำหรับทำน้ำมันเกียร์
ส่วนประกอบผลิตภัณฑ์หล่อลื่น (Lubricants)
ผลิตภัณฑ์หล่อลื่น คือ สารหล่อลื่นที่เข้าไปแทรกเป็นฟิล์มหรือเยื่ออยู่ระหว่างผิวโลหะที่เสียดสีกัน เพื่อลดความฝืดและลดการสึกหรอให้มากที่สุด
สารหล่อลื่นที่เป็นของเหลว เรียกว่า น้ำมันหล่อลื่น (Lubrication Oils or Lube Oils) เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันไฮดรอลิค เป็นต้น
สารหล่อลื่นที่มีลักษณะกึ่งเหลว กึ่งแข็ง เรียกว่าจาระบี (Grease) ใช้หล่อลื่นในจุดที่ไม่สามารถกักเก็บน้ำมันไว้ได้ เช่น ตลับ ลูกปืน ล้อ ลูกหมาก บุชเพลาหรือหูแหนบ แบริ่งลูกปืนบางชนิด เป็นต้น

น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานมี 3 ประเภทคือ
น้ำมันพื้นฐานจากปิโตรเลียม (Petroleum Base Oils) ใช้กันมากที่สุดเพราะหาง่าย นอกจากคุณภาพดีแล้วราคายังถูกด้วย
น้ำมันพื้นฐานสังเคราะห์ (Synthetic Base Oils) เป็นน้ำมันที่สังเคราะห์ขึ้นโดยกระบวนการทางเคมี น้ำมันสังเคราะห์ ที่ใช้กันอยู่มีหลายชนิดแต่ราคาค่อนข้างสูง มักจะใช้กับงานที่ต้องการคุณสมบัติพิเศษ เช่น งานในอุณหภูมิสูงมากๆ หรืออุณหภูมิต่ำมากๆ เช่นในประเทศเมืองหนาว เพราะน้ำมันสังเคราะห์จะมีดัชนีความหนืดสูงมาก จะมีความคงตัวในอุณหภูมิสูงๆ ได้ดี ไม่เสื่อมสลายง่าย และมีการระเหยต่ำมาก เป็นต้น ปัจจุบันเริ่มมีความนิยมในการใช้น้ำมันเครื่องที่ผลิตจากน้ำมันพื้นฐานสังเคราะห์มากขึ้นแต่ก็มีราคาสูงกว่าน้ำมันเครื่องที่ผลิตจากน้ำมันพื้นฐานปิโตรเลียมอยู่มาก
น้ำมันพืช/สัตว์ในสมัยก่อนมีการใช้งานหลายอย่างและเนื่องจากมีความคงตัวต่ำเสื่อมสลายง่ายขณะใช้งานจึงต้องผ่านการปรับปรุงคุณภาพ ทำให้มีราคาสูงมากขึ้นจึงไม่เป็นที่นิยม น้ำมันที่คุ้นเคย ได้แก่ น้ำมันละหุ่ง น้ำมันปาล์ม น้ำมันหมู น้ำมันปลา ซึ่งปัจจุบันใช้เฉพาะในงานที่ต้องการคุณสมบัติพิเศษบางประการ เช่น ใช้เป็นตัวเพิ่มคุณภาพให้กับน้ำมันจากปิโตรเลียม เช่น เพิ่มความลื่น เพิ่มความสามารถของน้ำมันในการรวมตัวกับน้ำ (เช่น น้ำมันหล่อเย็นปากเครื่องมือของเครื่องกลึง) เป็นต้น
น้ำมันหล่อลื่นสำหรับยานยนต์
น้ำมันเครื่อง (Engine or Crankcase Oils)
ยานยนต์ทั้งหลายที่แล่นได้ต้องอาศัยเชื้อเพลิงเป็นพลังงานแต่น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเดียวยังไม่พอ เราต้องมีการหล่อลื่นส่วนต่างๆ เช่นในเครื่องยนต์ เกียร์ และเฟืองท้าย ฯลฯ จึงจะใช้งานได้ชิ้นส่วนต่างๆ ของยานยนต์ที่เคลื่อนไหวเสียดสีกัน เกิดแรงเสียดทาน หรือความฝืด สารหล่อลื่นจะเข้าไปแทรกระหว่างผิวของโลหะที่ขัดสีกันเพื่อลดความเสียดทานนี้ หากไม่มีการหล่อลื่น นอกจากจะเกิดการสึกหรอแล้ว อุณหภูมิสูงที่เกิดจากแรงเสียดทานอาจทำให้ผิวโลหะเชื่อมติดกัน เป็นเนื้อเดียวได้นั่นคือ ความเสียหายของเครื่องจักร เครื่องยนต์
บางส่วนในยานยนต์ เช่น ลูกปืนล้อเราไม่สามารถใช้น้ำมันหล่อลื่นได้ในกรณีนี้เราใช้จาระบีน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ได้อย่างไร
น้ำมันเครื่องจากอ่างถูกส่งภายใต้แรงดันของปั๊ม ผ่านไส้กรองไปยังท่อรวมใหญ่ แล้วไหลผ่านรูที่เจาะไว้ไปยังเมนแบริ่งและแบริ่ง เพลา ลูกเบี้ยว ในกรณีที่ไส้กรองอุดตัน น้ำมันจะไหลผ่านลิ้นบายพาสได้จากเมนแบริ่ง น้ำมันเครื่องจะไหลผ่านรูในเพลาข้อเหวี่ยงไปยังก้านสูบ ซึ่งมีรูให้น้ำมันไหลไปยังแบริ่งก้านสูบและสลักลูกสูบอีกต่อหนึ่ง เพื่อเข้าไปหล่อลื่นผนังกระบอกสูบและแหวน น้ำมันจากท่อรวมใหญ่ ส่วนหนึ่งจะแบ่งไปหล่อลื่นแบริ่งเพลาราวลิ้นและกลไกเปิดปิดลิ้น
น้ำมันเครื่อง หมายถึง น้ำมันที่ใช้กับเครื่องยนต์ที่มีการสันดาปภายในซึ่งมีทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลเพื่อหล่อลื่นส่วนเคลื่อนไหวต่างๆ ของเครื่องยนต์ เช่น ลูกสูบ เพลาข้อเหวี่ยง แบริ่งต่างๆ ลูกเบี้ยว และกระเดื่องกดวาล์ว

หน้าที่โดยทั่วไปของน้ำมันเครื่องที่ดีมีดังนี้
ให้การหล่อลื่นและผนึกแหวนสูบเพื่อป้องกันกำลังอัดรั่ว
- คุณสมบัตินี้ได้จากการเลือกใช้ความหนืดที่เหมาะสมและดัชนีความหนืดสูง ที่มีอยู่ในน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานอยู่แล้วถ้าต้องการให้มีดัชนีความหนืดสูงขึ้นไปอีกในการทำเป็นน้ำมันเครื่องเกรดรวม ก็ต้องผสมด้วยสารเพิ่มดัชนีความหนืด (VI Improver)

การระบายความร้อน ซึ่งต้องการน้ำมันที่ทนความร้อนได้สูงโดยไม่เสื่อมสลายเร็ว
- น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน มีคุณสมบัติต้านทานการรวมตัวกับออกซิเจนสูงอยู่แล้วและเพื่อให้น้ำมันมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นไปอีกจึงผสมด้วยสารเพิ่มคุณภาพต้านทานการรวมตัวกับออกซิเจน (Oxidation Inhibitor) เพิ่มเข้าไปอีก

ลดการสึกหรอ
- คุณสมบัตินี้มีอยู่ในตัวน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานอยู่แล้วแต่ในสภาพการทำงานของเครื่องยนต์ที่มีอุณหภูมิสูงและรับภาระการใช้งานที่รุนแรง (Extreme Load) ฟิล์มบางๆ ของน้ำมันหล่อลื่นอาจขาดได้เป็นผลให้เกิดการสึกหรอขึ้น
- สารเพิ่มคุณภาพประเภทต้านทานการสึกหรอ (Antiwear Agent) จะช่วยลดการสึกหรอของเครื่องยนต์ในสภาพการใช้งานที่รุนแรงได้

รักษาความสะอาดภายในเครื่องยนต์
- น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานไม่มีคุณสมบัติในข้อนี้
- ต้องผสมด้วยสารชะล้างทำความสะอาด (Detergent) และสารช่วยกระจายเขม่าตะกอน (Dispersant) เพื่อขจัดคราบเขม่าคาร์บอนออกจากผิวโลหะและกระจายเขม่าตะกอนให้แขวนลอยอยู่ในน้ำมัน โดยไม่ตกตะกอนและจับตัวเป็นก้อนเป็นการชะล้างสิ่งสกปรกมากระจายตัวอยู่ในเนื้อน้ำมันและจะถูกถ่ายออกเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
- น้ำมันเครื่องที่มีมาตรฐานสูงปริมาณสารชะล้างทำความสะอาดและกระจายเขม่าตะกอนก็ยิ่งมีมากขึ้น

ป้องกันสนิมและการกัดกร่อน
- สารเพิ่มคุณภาพประเภทป้องกันสนิม (Rust Inhibitor) ให้คุณสมบัติในการยึดเกาะติดผิวโลหะทำให้น้ำหรือความชื้นไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปถึงพื้นผิดได้
- สารเพิ่มคุณภาพประเภทต้านทานการกัดกร่อน (Corrosion Inhibitor) ทำให้น้ำมันเครื่องมีความเป็นด่างเพื่อสะเทินกรดที่เกิดขึ้นจากการสันดาปภายในเครื่องยนต์ให้กลายเป็นกลาง เพื่อป้องกันการกัดกร่อนผิวแบริ่ง
มาตรฐานน้ำมันเครื่องตามสภาพการใช้งาน
มาตรฐานน้ำมันเครื่อง กำหนดขึ้นมาจากผลการทดสอบกับเครื่องยนต์แบบต่างๆ ที่กำหนดวิธีการทดสอบให้ใกล้เคียงกับการใช้งานจริงๆ ในสภาพต่างๆ แล้วเทียบเป็นมาตรฐานจากระดับต่ำ ไปสู่ระดับสูงเพื่อให้สอดคล้องกับวิวัฒนาการของเครื่องยต์ที่ต้องทำงานหนักมากขึ้น ซึ่งต้องการน้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพสูงขึ้นตามมาตรฐานที่ใช้อ้างอิง ได้แก่
มาตรฐานน้ำมันเครื่อง API (American Petroleum Institute) สถาบันปิโตรเลียมแห่งอเมริกา กำหนดดังนี้

1.1 มาตรฐานน้ำมันเครื่องเบนซินใช้อักษร S (Service Station) เริ่มตั้งแต่ SA, SB, SC, SD, SE ซึ่งล้าสมัยและยกเลิกไปแล้ว ปัจจุบันที่ใช้อ้างอิงกันอยู่ ได้แก่ SF, SH, SJ และ SL ที่เป็นมาตรฐานสูงสุดที่ประกาศใช้ล่าสุดเมื่อ 1 ส.ค. 2544

1.2 มาตรฐานน้ำมันเครื่องยนต์ดีเซล ใช้อักษร C (Commercial หรือ Compression) เริ่มตั้งแต่ CA, CB ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้วเช่นกัน ปัจจุบันที่ยังใช้อ้างอิงกัน ได้แก่ CC, CD, CF, CE, CF-4, CG-4 และ CH-4 ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดในปัจจุบันที่ประกาศออกใช้ในปี 2542 สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล 2 จังหวะ มาตรฐานที่ใช้คือ CD-2 และ CF-2 น้ำมันเครื่องสามารถได้มาตรฐานทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และเครื่องยนต์ดีเซลพร้อมกันได้ เช่น น้ำมันเครื่องยนต์เบนซินมาตรฐาน API SG อาจผ่านการทดสอบได้มาตรฐาน API CD จึงเรียกว่าน้ำมันเครื่องยนต์เบนซินมาตรฐาน API SG/CD ซึ่งสามารถใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลมาตรฐานระดับ CD ได้ด้วย หรือน้ำมันเครื่องยนต์ดีเซล API CF-4/SG ก็สามารถใช้กับเครื่องยนต์เบนซินมาตรฐานระดับ SG ได้ด้วย

มาตรฐานสหรัฐฯ (US.Military Specification หรือ MIL-L Spec.)
การกำหนดมาตรฐานใช้วิธีการทดสอบคล้ายๆ กับ API แต่แตกต่างกันที่แต่ละมาตรฐานต้องใช้ได้ทั้งเครื่องยนต์ดีเซลและเครื่องยนต์เบนซินด้วย หน่วยงานเอกชนนิยมนำมาตรฐานทหารนี้ไปใช้อ้างอิงด้วย

2.1 MIL-L-2104 เป็นมาตรฐานสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลทั้ง 4 และ 2 จังหวะ สามารถใช้ได้กับเครื่องยนต์เบนซินด้วย ปัจจุบันที่ใช้กันอยู่ คือ MIL-L-2104 D (CD/SF), MIL-L-2104 (CE/SG), MIL-L-2014 F (CF-4/SG) และ MIL-PRF-2104 G

2.2 MIL-L-46152 เป็นมาตรฐานสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน สามารถใช้ได้กับเครื่องยนต์ดีเซล 4 จังหวะ ได้ด้วย ปัจจุบันที่ใช้คือ
MIL-L-46152 E (SG/CD)

มาตรฐาน CCMC ของยุโรป (Committee of Common Market Constructors)
- เครื่องยนต์เบนซิน : CCMC (G1), (G2), (G3), (G4), (G5)
- เครื่องยนต์ดีเซลงานเบา : CCMC (D1), (D2), (D3), (D4), (D5)
- เครื่องยนต์ดีเซลใช้กับรถยนต์นั่ง (Passenger Diesel) : (PD-1), (PD-2)
มาตรฐานนี้ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยมีมาตรฐานใหม่ คือ ACEA แทน

มาตรฐาน ACEA ของยุโรป (Association des Constructeurs Europeen d' Automobil)
- เครื่องยนต์เบนซิน : ACEA A1, A2, A3 เทียบเท่า API SJ
- เครื่องยนต์ดีเซลงานเบา : ACEA B1, B2, B3, B4
- เครื่องยนต์ดีเซลงานหนัก : ACEA E1, E2, E3, E4, E5

มาตรฐานของบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ (Manufacturers)

5.1 สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน : VW 500.00, VW 501.01, VW 502.02, DB 229.1, ILSAC (GF-1), GF-2, GF-3

5.2 สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล : DB 227.0/1,DB228.0/1, DB 228.2/3, DB 228.5, DB 229.1, VW 505.00, MAN 270, 271, MAN M 3275, MAN M 3277, VOLVO VDS, VOLVO VDS-2, MACK EO-K/2, MACK EO-L, MACK E0-M, SCANIA LDF, MTL 5044 TYPE 1,2,3 RVI E2, RVI E2R, RVI E3, RVI E3R, RVI RLD
ตารางมาตรฐานน้ำมันเครื่อง
สถาบัน   เครื่องยนต์เบนซิน   เครื่องยนต์ดีเซล
API   (SA, SB, CC)
(SF)
(SG)
SH
SJ
SL
(CA, CB, CC)
(CD, CD-II), CF, CF-2
(CE)
CF-4
CG-4
CH-4
API
มาตรฐานที่ใช้แทนกันได้   (SG/CD)
SJ/CF   (CC/SC, CC/SD,CC/SF)
(CD/SE, CD/SF, CD/SG)
CF/SF
CF-4/SG
CH-4/SJ
US MILITARY   MIL-L-46152 E   MIL-L-2104 D (CD/SF)
MIL-L-2104 E (CE/SG)
MIL-L-2104 F (CF-4/SG)
MIL-PRF-2104G
CCMG   (G-1, G-2, G-3)
(G-4)
(G-5)   รถเก๋ง   รถบรรทุก
(PD-1)
(PD-2)   (D1, D2, D3)
(D-4, D-5)
ACEA   A1-96, A2-96, A3-96
A1-98, A2-96 Issue 2
A3-98   งานเบา   งานหนัก
B1-96, B2-96, B3-96
B1-98, B2-98, B3-98
B4-98   E1-96, E2-96, E3-96
E1-96 Issue 2
E2-96 Issue 2
E3-96 Issue 2
E4-98, E5-99
MANUFACTURERS   VW 500.00
VW 501.01
VW 502.00
DB 229.1
(ILSAC GF-1)
ILSAC GF-2
ILSAC GF-3
VOLVO
VW   MACK EO-K/2, EO-L, EO-M
MAN 270, 271, M3275, M3277
DB 227.01/1, 228.0/1, 228.2/3
DB 228.5, 229.1
MTL 5044 Type 1, Type 2, Type 3
RVI E2, E2R, E3, E3R, RLD
SCANIA LDF
VDS, VDS-2
505.00
ACEA = Association des Constructeurs Europeens d' Automobil
ก่อตั้งเมื่อ Feb, 1991 เพื่อทดแทน CCMC

ILSAC = International Lubricant Standardization and Approval Committee
(สมาคมผู้ผลิตรถยนต์อเมริกันและญี่ปุ่น)
สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
ปัจจุบันการจราจรคับคั่ง เครื่องยนต์ร้อนจัด และการที่รถวิ่งๆ หยุดๆ ทำให้รอบของเครื่องยนต์ไม่คงที่เป็นสาเหตุให้การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ เครื่องยนต์ทำงานหนัก-หนักมาก
ขณะที่เครื่องยนต์ทำงาน สิ่งสกปรกจะเกิดขึ้นตลอดเวลาน้ำมันเครื่องที่ดีจะต้องรวบรวมสิ่งสกปรกต่างๆ มาไว้ในตัวของน้ำมันสิ่งสกปรกเหล่านี้จะทำให้น้ำมันเสื่อมคุณภาพไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถจะทำการหล่อลื่นได้ดีเพียงพอ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและถึงแม้ว่าจะใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพสูงเท่าไรก็ตาม ก็ยังต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเมื่อถึงกำหนดเวลา
อะไรทำให้น้ำมันเครื่องสกปรก
ฝุ่นละออง ระบบกรองอากาศ ตลอดจนช่องเติมน้ำมันเครื่องถ้าไม่ได้รับการระวังรักษาที่ดีฝุ่นผงละเอียดต่างๆ อาจเล็ดลอดเข้าไปในเครื่องยนต์ได้
เขม่า ถ้าระบบการทำงานของเครื่องยนต์ไม่ดีหรือสภาพของการใช้งานไม่เหมาะสม จะทำให้เกิดการสันดาปไม่สมบูรณ์เกิดเป็นเขม่าสะสมอยู่ในน้ำมันเครื่อง เครื่องยนต์ดีเซลจะมีเขม่าเกิดขึ้นมากกว่าเครื่องยนต์เบนซิน
น้ำ เมื่อเกิดการสันดาปขึ้น จะมีไอน้ำเกิดขึ้นซึ่งเมื่อเครื่องยนต์ร้อนไอน้ำจะผ่านออกไปทาง ท่อไอเสีย แต่ไอน้ำบางส่วนอาจลอดผ่านแหวนลูกสูบลงไปในอ่างน้ำมันเครื่องได้ เมื่ออากาศเย็นจะกลั่นตัวเป็นน้ำสะสมอยู่จนกลายเป็นตะกอนเหนียวแบบโคลนตม (Sludge) ความหนืดของน้ำมันก็จะสูงขึ้นนอกจากนี้ยังทำให้เกิดสนิมอีกด้วย
กรด การเผาไหม้ของกำมะถันซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งในน้ำมันเชื้อเพลิงจะเกิดก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์ (SO2, SO3) ซึ่งเมื่อรวมตัวกับน้ำที่เกิดจากการสันดาปภายในเครื่องยนต์จะเป็นกรดกัดกร่อนผิวโลหะ
น้ำมันเชื้อเพลิงที่เผาไม่หมด ขณะที่สตาร์ทเครื่องหรือเครื่องยนต์ทำงานในบางสภาพการทำงาน เช่น วิ่งๆ หยุดๆ น้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่เผาไหม้จะซึมผ่านแหวนลูกสูบลงไปยังอ่างน้ำมันเครื่องทำให้น้ำมันเครื่องใสลง จุดวาบไฟต่ำลง
เศษโลหะ ที่เกิดจากการสึกหรอตามปกติโดยเฉพาะในเครื่องยนต์ใหม่ซึ่งมีชิ้นส่วนต่างๆ ชิดกันมากจะถูกกรองติดอยู่ที่ไส้กรองน้ำมันเครื่อง แต่อย่างไรก็ตามไส้กรองไม่อาจกรองได้หมดเมื่อน้ำมันเครื่องถูกส่งไปหล่อลื่นยังส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์เศษโลหะเหล่านี้ก็ขีดข่วนผิวโลหะต่างๆ ให้สึกหรอมากขึ้น
การสลายตัวของน้ำมันและสารเพิ่มคุณภาพ ในภาวะอุณหภูมิสูง ออกซิเจนจะรวมตัวกับน้ำมันได้ง่าย ทำให้น้ำมันเปลี่ยนสภาพเป็นตะกอนสลัดจ์ คราบยางเหนียวๆ มีความเป็นกรดกัดกร่อนเนื้อโลหะ อีกทั้งความหนืดน้ำมันก็จะสูงขึ้น นอกจากนี้สารเคมีเพิ่มคุณภาพต่างๆ ที่ผสมไว้ก็จะถูกใช้จนหมดไปด้วย
ควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเมื่อใด
เครื่องยนต์แต่ละชนิดทำงานไม่เหมือนกัน แม้แต่เครื่องยนต์ชนิดเดียวกันยี่ห้อเดียวกันก็ทำงานไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะของงาน สภาพเครื่องยนต์ และการใช้รถของผู้ขับขี่ ผู้ใช้ควรปฏิบัติตามหนังสือคู่มือในการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง สำหรับเครื่องยนต์ที่ทำงานตามสภาพการใช้งานปกติ แต่เนื่องจากยานยนต์ในปัจจุบันนี้มีสภาพการทำงานหนักมาก เช่น ในสภาพการจราจรแออัด การระบายความร้อนไม่ดี รถที่ติดเครื่องปรับอากาศใช้งานในบริเวณที่มีฝุ่นละอองมากหรือใช้เชื้อเพลิงคุณภาพต่ำ (ปริมาณกำมะถันสูง) กำหนดเวลาการเปลี่ยนถ่ายอาจลดลงได้ถึง 50% แต่โดยทั่วไปน้ำมันเครื่องมาตรฐานสูง ย่อมใช้งานได้นานกว่าน้ำมันเครื่องมาตรฐานต่ำ
อ้างอิง : http://www.nammunclub.com/article?id=15884&lang=th

เข้าใช้ล่าสุด28-1-2011 เวลาสมัครสมาชิก8-10-2010 ระดับการอ่าน150 เวลาออนไลน์34เวลาทำการ เครดิต531 จำนวนโพสต์115 UID4
5#
 โพสต์เมื่อ 15-1-2011 14:22 |แสดงเฉพาะโพสต์ของสมาชิกนี้
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย lemondesign เมื่อ 15-1-2011 14:23


หลากหลายคำถามน่ารู้เกี่ยวกับน้ำมันเครื่อง (อ่าน 7069/ตอบ 0)
ผลิตภัณฑ์หล่อลื่นเครื่องยนต์ทำหน้าที่อะไร?


เครื่องยนต์ประกอบด้วยชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวหลายส่วนด้วยกัน เช่น ลูกปืน, ข้อเหวี่ยง, วาล์ว และเพลา เป็นต้น ผลิตภัณฑ์หล่อลื่นเครื่องยนต์มีบทบาทสำคัญในการให้ความเชื่อมั่นว่า ชิ้นส่วนเหล่านี้จะทำงานร่วมกันได้อย่างเหมาะสม





1) ตัวหล่อลื่น ลดการเสียดสีและสึกกร่อน ที่จะเกิดจากการที่ชิ้นส่วนเกิดการกระทบกัน อย่างเช่น ระหว่างกระบอกลูกสูบกับลูกปืน หรือแกนลูกเบี้ยว
2) สารลดอุณหภูมิ คอยดูดซับความร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้ในห้องเครื่องและบริเวณใต้ท้องรถ ทำให้เครื่องเย็นและป้องกันการเกิดความร้อนจัด (Over Heat)
3)ตัวเคลือบผิว จะเป็นตัวผสานระหว่างวงแหวนลูกสูบกับกระบอกลูกสูบ เพื่อป้องกันการสูญเสียแรงดันที่เกิดจากการเผาไหม้
4) สารชำระล้าง ปกป้องเครื่องยนต์จากของเสียที่เกิดจากการเผาไหม้ และสิ่งสกปรกจากการเกิดปฏิกิริยาออกซิไดซ์ โดยจะรักษาให้เครื่องยนต์ให้สะอาดอยู่เสมอ
5) สารป้องกันการเกิดสนิม เป็นการทำให้สภาวะความเป็นกรดที่เกิดจากการเผาไหม้ในห้องเครื่องเจือจางลง และไม่สามารถไปกัดกร่อนโลหะ เป็นการป้องกันการเกิดสนิม

อ้างอิง : http://www.nammunclub.com/article?id=15900&lang=th










ทำไมต้องเปลี่ยนน้ำมันหล่อลื่น และหากไม่เปลี่ยนจะเกิดอะไรขึ้น?


เครื่องยนต์ทำงานโดยการเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิง อย่างเช่น เครื่องยนต์เบนซิน ซึ่งบางครั้งอาจเกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดสิ่งตกค้างที่เหลือจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ อย่างเช่น กากของเสียต่างๆ คราบเขม่า น้ำมันเครื่่องมีหน้าที่ในการดักจับพวกของเสียเหล่านี้ เพื่อไม่ให้ตกตะกอนเป็นก้อนอยู่ภายในเครื่องยนต์ โดยจะทำการย่อยตะกอนเหล่านั้นเป็นสารแขวนลอยเล็กๆในน้ำมันเพื่อปกป้องเครื่องยนต์ นอกจากนี้ในการเผาไมห้ที่สมบูรณ์ที่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศก็สามารถทำให้ประสิทธิภาพของน้ำมันเครื่องเสื่อมได้เช่นกัน ดังนั้นเราต้องหมั่นเปลี่ยนน้ำมันเครื่องหลังจากใช้งานไปแล้วระยะหนึ่ง





หากยังคงใช้น้ำมันเครื่องที่เติมมาจากโรงงานผู้ผลิตตั้งแต่แรกจะทำให้เกิดการสะสมของของเสียที่จะทำให้วงแหวนลูกปืนทำงานผิดปกติได้ แย่ไปกว่านั้นอาจทำให้น้ำมันเครื่องเหนียวและทำให้เครื่องยนต์ชำรุดเสียหายได้ การเปลี่ยนน้ำมันเครื่องจะทำให้เครื่องยนต์สะอาด ไม่มีฝุ่นผง, น้ำ หรือส่วนอื่นๆ ที่อาจทำอันตรายต่อเครื่องยนต์ได้ การหมั่นดูแลรักษาและเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเป็นประจำ จะช่วยในการปกป้องเครื่องยนต์ให้ทำงานอย่างราบรื่น

น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100 % มีคุณภาพคุ้มค่ากับราคาหรือไม่ ?
น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ คือ การมีความหนืดต่ำที่อุณหภูมิต่ำ จึงไหลไปหล่อลื่น ส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ได้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เริ่มติดเครื่องยนต์ขณะเย็นจัด เช่น ต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส ซึ่งสภาวะเช่นนี้มีเฉพาะ บนเขาสูงใน หน้าหนาวเพียงไม่กี่วัน เท่านั้นในประเทศไทยข้อดีประการที่สอง คือทนต่อความร้อนสูง ที่หัวลูกสูบส่วนบน และผนัง กระบอกสูบได้ดีกว่า จึงมีอัตราการระเหยเป็นไอน้อยกว่าน้ำมันเครื่อง "ธรรมดา" อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเครื่อง จึงน้อยกว่าเล็กน้อย และข้อได้เปรียบ ข้อที่สามคือการมีค่าดัชนีความหนืดสูง โดยไม่ต้องใส่สารปรับดัชนีความหนืด ในปริมาณมากเท่าน้ำมันเครื่อง ธรรมดา ว่ากันแบบง่ายๆ ก็คือ สารปรับดัชนีความหนืด เป็นตัวช่วยไม่ให้น้ำมันเครื่องใส (ข้นน้อย) เกินไปเมื่อถูกความร้อน แต่สารนี้ จะเสื่อมสภาพ เมื่อถูกความร้อนสูงและแรงเฉือนในเครื่องยนต์ น้ำมันเครื่อง"ธรรมดา" จึงรักษาความข้น หรือความหนืด ขณะร้อนจัด ได ไม่ดีเท่า ตอนที่ยังใหม่อยู่ ส่วนน้ำมันเครื่องสังเคราะห์นั้น มีโมเลกุลขนาดใกล้เคียงกันคงเส้นคงวา จึงไม่ต้องการสารปรับดัชนี ความหนืดมาก เหมือนน้ำมันเครื่อง "ธรรมดา" อายุการใช้งานของน้ำมันสังเคราะห์จึงสูงกว่ามาก ว่ากันอย่างไม่ต้องอ้างอะไร ให้ยุ่งยาก อย่างน้อยก็ 2 เท่าของน้ำมันธรรมดา
แต่เมื่อเปรียบเทียบราคาน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ กับราคาน้ำมันเครื่องธรรมดาระดับคุณภาพสูงสุด น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ จะมี ราคาสูงกว่า 2 ถึง 5 เท่า ทำให้เราไม่สามารถกล่าวได้ว่าคุ้ม ยกเว้น ถ้าอยู่ในฐานะที่ซื้อได้ โดยไม่ทำให้ใครเดือดร้อนเหมือนการซื้อทอง หรือเพชร พลอยฯลฯ นั่นแหละ ผู้ที่ต้องการถนอมให้เครื่องยนต์สึกหรอน้อยที่สุด โดยไม่คำนึงถึงราคาว่าคุ้มหรือไม่ ผู้ที่ใช้รถวันละประมาณ 100 กม.ขึ้นไป ไม่ว่าจะใช้ในเมือง หรือขับทางไกลก็ตาม โดยสามารถยึดระยะเปลี่ยน น้ำมันเครื่องจากที่กำหนดไว้ได้อีก 5,000 ถึง 10,000 กม. เพื่อชดเชยราคาที่สูงกว่า โดยไม่ต้องกังวลว่า น้ำมันเครื่องจะเสื่อมสภาพหรือไม่ ( อย่าลืมหักค่าหม้อกรองหรือไส้กรองน้ำมันเครื่องที่ประหยัดไปได้ด้วย) ผู้ที่ต้องใช้รถเป็นเวลายาวนาน (20,000 กม.ขึ้นไป) และไม่อยากที่จะมีปัญหากับการเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ หรือโอเวอร์ฮอล เครื่องยนต์เดิม เพราะน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ ช่วยลดความสึกหรอไปได้ระดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับน้ำมันเครื่องธรรมดา สำหรับเรื่องชื่อเรียกก็เป็นปัญหาอยู่ไม่น้อย และทุกครั้งที่เป็นปัญหาผู้บริโภคมักเป็นฝ่ายถูกเอาเปรียบในท้องตลาด เราจะเห็นทั้งน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ล้วน ( fully synthetic ) น้ำเครื่องสังเคราะห์ 100% ซึ่งดีทั้งนั้นแต่จะมีประเภทกึ่งสังเคราะห์ (semi synthetic ) ที่อ้างว่าใช้สารสังเคราะห์เป็นสารเพิ่มคุณภาพ หรือ Additives ซึ่งเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค
การใช้น้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพต่ำแต่เปลี่ยนบ่อยดีกว่าหรือไม่ ?
เป็นวิธีที่ไม่ควรปฏิบัติ น้ำมันเครื่องคุณภาพต่ำนั้นจะทำให้เครื่องยนต์สึกหรอตั้งแต่วันแรกที่เติมแล้ว เปลี่ยนไปใช้ที่ราคาสูงแต่ คุณภาพดีจะดีกว่า จะได้ประหยัดเงินในส่วนของค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงไปได้อีกเยอะ แต่อย่าพึ่งแน่ใจจากรูปแบบการ บรรจุและข้อความด้านข้างเท่านั้นเพราะตอนนี้มรน้ำมันปลอมออกมาขายกันเยอะ โดยที่ไม่มีใครตั้งใจจะปราบปรามอย่างจริงจัง ทำให้ผู้บริโภคโดนเอารัดเอาเปรียบอยู่เสมอมา การเลือกซื้อน้ำมันเครื่อง ก่อนอื่นใดต้องเลือกที่ "ยี่ห้อ" และตัวแทนจำหน่ายที่มีมาตรฐานแล้วจึงเลือกระดับความหนืด และคุณภาพของ น้ำมันเครื่องที่เหมาะสม กับการใช้งานของท่าน เช่นน้ำมันเครื่องธรรมดาจะมีค่า ดังต่อไปนี้ 10w-40 , 15w-40 , 15w-50 , 20w-50 และค่าตัวเลข ในชุดหลังนั้นจะต้องไม่ต่ำกว่า 40 ยกเว้นน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ ถ้าใช้รถในที่หนาวเย็นบ่อย ควรเลือกเบอร์แรกๆไว้ก่อน เช่น 10w-40 หรือ 15w - 40 จะดีที่สุด จะทราบได้อย่างไรว่ารถกินน้ำมันหรือไม่ คู่มือประจำรถซึ่งเป็นความคิดเห็นของผู้ผลิต จะให้ค่านี้สูงเกินไปมาก เช่นเครื่องยนต์ 1600 ถึง 2000 ซีซี ถ้าสิ้นเปลือง น้ำมันเครื่องไม่ถึง 1 ลิตรต่อระยะทาง 1000 กม. ถือว่ายังปรกติ แต่จริงแล้วค่านี้จะต้องเป็น 500 ต่อระยะทาง 5000 กม. หรือไม่ควร เกิน 100 ซีซี ต่อ 1000 กม
ทำไมรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลจึงต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องบ่อยกว่ารถยนต์เครื่องเบนซิน ?
การเผาไหม้ของ เครื่องยนต์ดีเซล ก่อให้เกิดเขม่ามากกว่าเครื่องยนต์เบนซินครับ ผงเขม่าส่วนที่มีขนาดใหญ่ระดับที่จะให้โทษต่อเครื่องยนต์ จะถูกกรองเก็บไว้ในกรองน้ำมันเครื่อง ส่วนผงเขม่าขนาดเล็กจะลอดผ่านกระดาษกรองได้ และจะแขวนลอยอยู่ในน้ำมันเครื่อง ที่เราเห็นว่ามันเปลี่ยน เป็นสีดำ นั่นแหละครับ ยิ่งมีผงเขม่าปนอยู่มากเท่าไร น้ำมันเครื่องก็จะเพิ่มความหนืดขึ้นเท่านั้น คุณสมบัติในการหล่อลื่นของมันจึงลดลงไป เรื่อยๆ อายุใช้งานของน้ำมันเครื่องในเครื่องยนต์ดีเซลจึงสั้นกว่า สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแบบไดเรคท์อินเจคชัน หรือแบบฉีดเชื้อเพลิงเข้าห้องเผาไหม้โดยตรง ที่ใช้ในรถเก๋ง รุ่นล่าสุดขณะนี้มีปริมาณเขม่าจากการเผาไหม้น้อยมาก เราจึงสังเกตได้ว่ากำหนดเปลี่ยนน้ำมัน เครื่องของรถเหล่านี้ ใกล้เคียงกับกำหนดสำหรับเครื่อง เบนซินแล้ว
แสดงความคิดเห็นตอบ อ้างอิง รายงาน กลับไปด้านบน

เข้าใช้ล่าสุด28-1-2011 เวลาสมัครสมาชิก8-10-2010 ระดับการอ่าน150 เวลาออนไลน์34เวลาทำการ เครดิต531 จำนวนโพสต์115 UID4
6#
 โพสต์เมื่อ 15-1-2011 14:24 |แสดงเฉพาะโพสต์ของสมาชิกนี้
การเลือกซื้อน้ำมันเครื่องและไส้กรอง (อ่าน 11007/ตอบ 0)
การเลือกและใช้น้ำมันเครื่อง
คุณภาพของน้ำมันเครื่องมีความสำคัญทั้งต่อกำลังและความทนทานของเครื่องยนต์ การเลือกใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพต่ำ หรือยืดระยะเวลาเปลี่ยนจากปกติ ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะน้ำมันเครื่องแต่ละชนิดมีกำหนดการใช้งานที่เหมาะสม ไม่สามารถยืดอายุหรือระยะเวลาออกไปตามสภาพเศรษฐกิจได้การเลือกใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพต่ำ หรือยืดระยะเวลาเปลี่ยนจากปกติ อาจไม่มีผลให้ทราบในทันทีหากเครื่องยนต์ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะกำลังมักลดลงไม่มาก และในกรณีที่อายุการใช้งานของเครื่องยนต์สั้นลงกว่าจะทราบก็อีกนาน นอกจากนั้นยังมีโอกาสน้อยมากที่เครื่องยนต์จะพังในทันทีจากการใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพต่ำ หรือยืดระยะเวลาเปลี่ยนจากปกติ

การเลือกน้ำมันเครื่องไม่จำเป็นต้องดูยี่ห้อหรือรุ่นว่าเด่นดังหรือเปล่า เพราะคุณสมบัติที่แท้จริงของน้ำมันเครื่องมีระบุอยู่ข้างกระป๋องเสมอน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แม้ราคาแพง แต่ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรอาจประหยัดกว่าก็เป็นได้

เลือกน้ำมันเครื่องด้วย 3 คุณสมบัติ
ชนิด & คุณภาพ & ความหนืด
ต้องพิจารณาทั้ง 3 คุณสมบัติเสมอ ไม่ใช่เลือกแค่ชนิดหรือยี่ห้อ-รุ่นเท่านั้น ไม่ควรเลือกตามคำร่ำลือหรือการโฆษณา และไม่สามารถสรุปการเลือกแค่ 1-2 คุณสมบัติ เช่น เลือกเพราะเป็นน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ โดยไม่สนใจเกรดคุณภาพหรือความหนืด หรือเลือกเพราะเกรดคุณภาพที่พึงพอใจ โดยไม่สนใจชนิดและเกรดความหนืด เพราะน้ำมันเครื่องแต่ละรุ่นมีคุณสมบัติทุกด้านแตกต่างกัน น้ำมันเครื่องสังเคราะห์บางรุ่นมีอายุการใช้งานนานกว่าก็จริง แต่อาจมีเกรดคุณภาพต่ำกว่าน้ำมันเครื่องธรรมดาก็เป็นได้

1. ชนิด - เกี่ยวข้องกับอายุการใช้งานของน้ำมันเครื่อง
แบ่งเป็น 3 ชนิดหลัก โดยตัดน้ำมันเครื่องสำเร็จรูปที่ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐาน ซึ่งผลิตจากไขพืช-สัตว์ เพราะคุณภาพต่ำเกินไป แต่เพิ่มชนิดที่ 3 ขึ้นมา คือ น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ ที่ได้จากการผสมน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานชนิดสังเคราะห์กับชนิดธรรมดา

น้ำมันเครื่องธรรมดา ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานที่กลั่นจากน้ำมันปิโตรเลียม แพร่หลายที่สุด กระป๋องบรรจุ 4-5 ลิตร ราคาประมาณ 300-600 บาท


น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ ผลิตจากการผสมน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานชนิดธรรมดากับชนิดสังเคราะห์ในอัตราส่วนที่เหมาะสม และแตกต่างกันออกไปในแต่ละรุ่น กระป๋องบรรจุ 4-5 ลิตร ราคาประมาณ 500-800 บาท

น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานที่สังเคราะห์ขึ้นจากน้ำมันปิโตรเลียม กระป๋องบรรจุ 4-5 ลิตร ราคาประมาณ 800-2,200 บาท

ชนิดของน้ำมันเครื่องสามารถบอกได้เพียงคุณสมบัติด้านอายุการใช้งานเป็นหลัก ไล่เรียงกันลงมาจากน้อยไปหามาก และไม่ใช่บทสรุปว่าน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ต้องมีคุณภาพโดยรวมดีกว่าน้ำมันเครื่องธรรมดาเสมอไป เพราะยังต้องเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติด้านอื่นอีก เช่น ความลื่น การชะล้าง ฯลฯ จึงต้องดูที่เกรดคุณภาพและคุณสมบัติด้านอื่นด้วย

ปัจจุบันนี้ น้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพตาม API สูงๆ เช่น API SJ / API SL /API CH-4 / API CI-4 ทั้งชนิดธรรมดา กึ่งสังเคราะห์ หรือสังเคราะห์ สามารถใช้งานเป็นระยะทางไม่น้อยกว่า 10,000 กิโลเมตร ในสภาพการใช้งานปกติ หากการจราจรติดขัดมากจริงๆ หรือเส้นทางมีฝุ่นมาก ก็อาจจะลดลงมาเหลือ 8,000 กิโลเมตรได้

โดยระยะทางข้างต้นได้ประยุกต์ลดลงตามสภาพอากาศ ฝุ่น และสภาพการจราจรของเมืองไทย ที่ดุเดือดกว่าหลายประเทศ ซึ่งน้ำมันเครื่องทุกชนิดมีอายุการใช้งานในต่างประเทศตามที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ยืนยาวกว่านี้อีกประมาณ 20-100 เปอร์เซ็นต์ เช่น 10,000, 14,000 และ 20,000 กิโลเมตร ตามลำดับของชนิด ดังนั้น ถ้าอยากใช้น้ำมันเครื่องเป็นระยะทางมากกว่าที่แนะนำไว้ข้างต้นบ้างก็สามารถทำได้ การเลือกใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ แม้ราคาต่อลิตรจะแพงกว่า แต่เมื่อรวมค่าน้ำมันเครื่อง ไส้กรองน้ำมันเครื่อง และค่าแรงในการเปลี่ยนถ่าย หากคำนวณเป็นระยะทางต่อกิโลเมตรแล้ว อาจถูกกว่าการใช้น้ำมันเครื่องธรรมดาก็เป็นได้

น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ แท้&เทียม
เป็นชนิดสังเคราะห์ 100% หรือมีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ข้างกระป๋องหรือไม่ ?การเลือกซื้อน้ำมันเครื่องต้องเชื่อมั่นในแหล่งจำหน่าย ยี่ห้อ และหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคของไทย เพราะไม่สามารถทดสอบคุณสมบัติของน้ำมันเครื่องด้วยสายตาหรือการสัมผัส แต่ต้องทำการทดสอบในห้องทดลองทางเคมีเท่านั้น

การระบุข้างกระป๋องว่าเป็นน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% ยังขาดความชัดเจนว่าน้ำมันเครื่องสำเร็จรูปทุกหยดในกระป๋องนั้นมาจากการสังเคราะห์ 100% ทั้งตัวน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานและสารเพิ่มคุณภาพจริงหรือไม่ ถ้าเป็นเพียงการใช้น้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานชนิดสังเคราะห์ 100% แต่เมื่อจะผสมสารเพิ่มคุณภาพบางตัวกลับไม่สามารถละลายได้ จึงต้องละลายผสมสารเพิ่มคุณภาพกับน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานชนิดธรรมดาในปริมาณน้อยๆก่อน แล้วค่อยนำไปผสมกับน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานชนิดสังเคราะห์ น้ำมันเครื่องกระป๋องนั้นก็ไม่ถือว่าทุกหยดได้จากการสังเคราะห์

น้ำมันเครื่องสำเร็จรูปที่ระบุว่าเป็นชนิดสังเคราะห์ 100% ส่วนใหญ่เลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานชนิดสังเคราะห์ โพลีแอลฟาโอลีฟิน (POLYALPHAOLEFIN-PAO) ซึ่งไม่สามารถละลายสารเพิ่มคุณภาพบางตัวหรือละลายได้ไม่ดี จึงอาจมีการละลายสารเพิ่มคุณภาพด้วยน้ำมันหรือสารอื่นก่อนผู้ผลิตบางรายเน้นความประหยัด โดยนำสารเพิ่มคุณภาพไปผสมกับน้ำมันหล่อลื่นชนิดธรรมดาก่อน เมื่อนำมาผสมกับน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานจึงเกิดข้อกังขาว่า จะเป็นน้ำมันเครื่องสำเร็จรูปชนิดสังเคราะห์ 100% ได้อย่างไร ในเมื่อมีน้ำมันชนิดธรรมดาผสมอยู่ด้วยจากการช่วยทำละลายสารเพิ่มคุณภาพ

มีผู้ผลิตไม่มากนักที่ยอมลงทุนนำสารเพิ่มคุณภาพไปละลายกับน้ำมันหล่อลื่นชนิดสังเคราะห์อื่นที่มีราคาแพง ไม่เหมาะกับการใช้งานในเครื่องยนต์รถยนต์ แต่ทำละลายได้ดี เช่น น้ำมันหล่อลื่นเครื่องบินเจ็ต (DIBASICESTER) เมื่อนำไปผสมกับน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานชนิดสังเคราะห์ ก็จะกลายเป็นน้ำมันเครื่องสำเร็จรูปชนิดสังเคราะห์ 100% ทุกหยดจริงๆ ต่างจากกรณีแรกที่มีน้ำมันชนิดธรรมดาช่วยทำละลายสารเพิ่มคุณภาพผสมอยู่ด้วย

ในการควบคุมและประชาสัมพันธ์ไม่มีการกำหนดว่า การระบุว่าสังเคราะห์ต้องเป็นน้ำมันเครื่องสำเร็จรูปชนิดสังเคราะห์ 100% จริงๆ เพราะเน้นเพียงการใช้น้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานแบบสังเคราะห์แท้ๆเป็นหลักก็เพียงพอแล้ว ส่วนกรณีที่ใช้น้ำมันหล่อลื่นชนิดธรรมดาช่วยทำละลายสารเพิ่มคุณภาพผสมอยู่บ้าง ก็ไม่น่าจะเป็นการหลอกลวง เพราะมักจะใช้ในปริมาณน้อยมาก และถือว่าเป็นเพียงตัวช่วยทำละลายสารเพิ่มคุณภาพเท่านั้น

ในการเลือกใช้ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีน้ำมันธรรมดาช่วยทำละลายสารเพิ่มคุณภาพผสมอยู่ด้วยหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่มีปริมาณน้อยมาก และไม่น่าจะทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมลดลง คุณภาพที่แท้จริงอยู่ที่น้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานและสารเพิ่มคุณภาพที่ผู้ผลิตเลือกใช้มากกว่า กรณีที่มีการผสมน้ำมันธรรมดาเข้าไปในปริมาณมาก และไม่ได้เน้นแค่ช่วยทำละลายสารเพิ่มคุณภาพ ต้องถือว่าเป็นน้ำมันเครื่องสำเร็จรูปชนิดกึ่งสังเคราะห์ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีการเปิดเผยกันว่ามีน้ำมันหล่อลื่นธรรมดาผสมอยู่กี่เปอร์เซ็นต์

2. เกรดคุณภาพ
เกี่ยวข้องกับคุณภาพและประสิทธิภาพเกือบทุกด้านกำหนดขึ้นจากการทดสอบคุณสมบัติด้านต่างๆ เช่น หล่อลื่น ระบายความร้อน ป้องกันสนิม และชะล้างทำความสะอาด ฯลฯมีหลายสถาบันทั่วโลกทดสอบและตั้งมาตรฐานหรือเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่อง เช่น

API - AMERICAN PETROLEUM INSTITUTE
SAE - SOCIETY OF AUTOMOTIVE ENGINEERS
US MILITARY CLASSIFICATION - สถาบันทางทหารของสหรัฐอเมริกา
ASTM - AMERICAN SOCIETY FOR TESTING AND MATERIALS
CCMC - COMITTEE OF COMMON MARKET CONSTRUCTION

นอกจากนั้น หลายผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ก็มีการทดสอบและกำหนดมาตรฐานของน้ำมันเครื่องขึ้นเองในการใช้งานสำหรับรถยนต์ทั่วโลก ผู้ผลิตน้ำมันเครื่องและผู้บริโภค นิยมเลือกใช้มาตรฐานหรือเกรดคุณภาพของสถาบัน API - AMERICAN PETROLEUM INSTITUTE เพราะชัดเจนและสะดวกทั้งในการผลิตหรือเลือกใช้ โดยมีการระบุไว้ข้างกระป๋องน้ำมันเครื่องเสมอ

การแบ่งเกรดคุณภาพมี 2 กลุ่มหลัก คือ
เกรดคุณภาพน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน ตามหลังอักษรย่อ API ใช้ตัวอักษรย่อ S (STATION SERVICE-SPARK IGNITION) นำหน้าเสมอ แล้วตามด้วยตัวอักษรย่อที่บอกเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่อง ไล่เรียงตั้งแต่แย่สุดคือ A ขึ้นไปเรื่อยๆ B, C...H และ J เช่น API SE, API SH จนถึง API SJ โดยไม่มี API SI ข้ามไปเพราะตัว I คล้ายเลข 1 (เช่นเดียวกับที่นั่งบนเครื่องบินที่ไม่มีตัว I) มี SM สูงสุด รองลงมาเป็น SH และ SG ส่วนเกรดคุณภาพต่ำๆอย่าง SA และ SB ปัจจุบันไม่นิยมผลิต เพราะไม่เหมาะกับเครื่องยนต์เบนซินยุคใหม่

เกรดคุณภาพน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ตามหลังอักษรย่อ API ใช้ตัวอักษรย่อ C (COMMERCIAL SERVICE-COMPRESSION IGNITION) นำหน้าเสมอ แล้วตามด้วยตัวอักษรย่อที่บอกเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่อง ไล่เรียงตั้งแต่แย่สุดคือ A ขึ้นไปเรื่อยๆ B, C...F และ G เช่น API CD,API CE จนถึง API CF-4 มี CG-4 สูงสุด รองลงมาเป็น CF-4 และ CE (เลข 4 ตามท้ายหมายถึง เน้นใช้สำหรับเครื่องยนต์ 4 จังหวะ) ส่วนเกรดคุณภาพต่ำๆอย่าง CA และ CB ปัจจุบันไม่นิยมผลิต เพราะไม่เหมาะกับเครื่องยนต์ดีเซลยุคใหม่

ควรเลือกใช้น้ำมันเครื่องที่มีเกรดคุณภาพสูงสุดหรือใกล้สูงสุด ทว่าไม่จำเป็นต้องเลือกสูงสุด หากไม่มีโอกาส แต่ควรให้ใกล้เคียงระดับสูงสุดไว้เครื่องยนต์เบนซิน ควรเลือก API SJ หรือ SH อนุโลม API SG ได้ เครื่องยนต์ดีเซล ควรเลือก API CG-4 หรือ CF-4 อนุโลม API CE ได้หากน้ำมันเครื่องผ่านการทดสอบจาก API นอกจากจะมีการระบุเป็นตัวอักษรย่อ ยังต้องมีสัญลักษณ์รูปวงกลมหรือโดนัทระบุรายละเอียดด้วย วงนอกเป็นมาตรฐาน API SERVICE S.../C... และวงกลมตรงกลางระบุมาตรฐานความหนืดตาม SAE โดยถ้าน้ำมันเครื่องนั้นช่วยประหยัดเชื้อเพลิง ก็จะมีการระบุคำว่า ENERGY CONSERVING ไว้บริเวณวงล่างของโดนัทด้วย

ถ้าไม่มีสัญลักษณ์รูปโดนัทแสดงว่าไม่ผ่านการทดสอบจาก API แต่เป็นการทดสอบเองหรือสถาบันอื่นทดสอบ โดยใช้มาตรฐานอ้างอิงจาก API แล้วระบุผลออกมาเป็นตัวอักษรย่อ API S.../C...ไม่มีสัญลักษณ์รูปโดนัทข้างกระป๋อง

รายละเอียดการกำหนดเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องโดย API มีดังนี้
เกรดคุณภาพน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน
SA - เป็นน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานล้วนๆ ไม่มีการเติมสารเพิ่มคุณภาพเลย ปัจจุบันยกเลิกแล้ว
SB - ประกาศใช้ปี 1930 เพิ่มเพียงสารเพิ่มคุณภาพบางชนิด เช่น สารป้องกันการสึกหรอ สารป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ปัจจุบันยกเลิกแล้ว
SC - ประกาศใช้ปี 1964 เพิ่มสารชะล้าง ป้องกันตะกอนและสนิม
SD - ประกาศใช้ปี 1968 เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SC ไม่ควรเลือกใช้ในปัจจุบัน
SE - ประกาศใช้ปี 1972 เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SD ไม่ควรเลือกใช้ในปัจจุบัน
SF - ประกาศใช้ปี 1980 เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SE และเน้นป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนมากขึ้น ไม่ควรเลือกใช้ หากไม่จำเป็น
SG - ประกาศใช้ปี 1988 เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SF เน้นป้องกันการเกิดตะกอนตม-ยางเหนียวเพิ่มขึ้น ลดการเกิดเขม่าบนหัวลูกสูบ-ห้องเผาไหม้ และลดการสึกหรอของวาล์ว ยังพอเลือกใช้ได้ถ้าจำเป็น
SH - ประกาศใช้ปี 1992 เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SG เน้นการลดมลพิษและลดการสึกหรอเพิ่มขึ้น สามารถเลือกใช้ได้
SJ - ประกาศใช้วันที่ 15 ตุลาคม 1996 เป็นน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซินที่มีเกรดคุณภาพสูงสุดในปัจจุบัน เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SH เน้นการระเหยต่ำ ค่าฟอสฟอรัสต่ำ ป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนดีขึ้น มีอายุการใช้งานนานขึ้น และเน้นการลดแรงเสียดทานในเครื่องยนต์ เด่นที่สุดในการเลือกใช้
ล่าสุดเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2004 คือ API SM สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน โดยระบุคร่าวๆ ว่าดีขึ้นจากเกรดคุณภาพ SL คือปรับปรุงเรื่องต่อต้านการทำปฏิกิริยากับออกซิเจน, ปรับปรุงเรื่องป้องกันการเกิดตะกอน, เพิ่มการปกป้องความสึกหรอ, พัฒนาให้ทำงานได้ดีตั้งแต่อุณหภูมิต่ำ และคงประสิทธิภาพที่ดีตลอดอายุการใช้งาน

ต้องผ่านการทดสอบพิเศษด้วยมาตรฐานเหนือกว่า API SH อีก 7 ประการ คือ
1. จำกัดปริมาณของฟอสฟอรัส
2. ระดับการระเหยต่ำ
3. ทดสอบการเกิดเขม่าในอุณหภูมิสูง
4. ทดสอบการเกิดโฟมในอุณหภูมิสูง
5. ทดสอบการรวมตัวกับน้ำ
6. การรวมตัวได้ของสารหล่อลื่น
7. ความสามารถในการคงสภาพการหล่อลื่นเมื่ออุณหภูมิต่ำ

น้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพ SJ มีคุณสมบัติโดดเด่น คือ
1. ช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์บำบัดไอเสีย (แคตตาลิติก คอนเวอร์เตอร์) เพราะมีการควบคุมปริมาณของฟอสฟอรัสไว้ต่ำมาก
2. ช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
3. ลดการปล่อยมลพิษ
4. คงสภาพทุกช่วงอุณหภูมิได้ดี
5. การใช้น้ำมันเครื่องต่างชนิดต่างรุ่นผสมกันใช้งานด้วยความจำเป็น มีความเสี่ยงต่อการแยกตัวหรือส่งผลลบน้อย

เกรดคุณภาพน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล
CA - ประกาศใช้ปี 1940 เหมาะกับเครื่องยนต์ดีเซลงานเบา รอบต่ำ ปัจจุบันยกเลิกแล้ว
CB - ประกาศใช้ปี 1949 เหมาะกับเครื่องยนต์ดีเซลงานเบา-ปานกลาง รอบต่ำ-ปานกลาง ป้องกันการกัดกร่อน และป้องกันคราบสกปรก-เขม่าดีกว่า CA ปัจจุบันยกเลิกแล้ว
CC - ประกาศใช้ปี 1961 เหมาะกับเครื่องยนต์ดีเซลงานเบา-ปานกลาง รอบต่ำ-ปานกลาง เกรดคุณภาพทุกด้านเหนือกว่า CB สามารถใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลติดเทอร์โบหรือซูเปอร์ชาร์จได้ดีพอสมควร
CD - ประกาศใช้ปี 1965 เหมาะกับเครื่องยนต์ดีเซลรอบสูง เกรดคุณภาพทุกด้านเหนือกว่า CC สามารถใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลติดเทอร์โบหรือซูเปอร์ชาร์จได้ดี ปัจจุบันในช่วงปี 1997-1998 ยังมีปิกอัพญี่ปุ่นบางรุ่นระบุให้ใช้น้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพ CD เท่านั้น
CE - ประกาศใช้ปี 1984 เหมาะกับเครื่องยนต์ดีเซลรอบสูง เกรดคุณภาพทุกด้านเหนือกว่า CD สามารถใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลติดเทอร์โบหรือซูเปอร์ชาร์จได้ดี เน้นการป้องกันเขม่าและป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจน ลดการสึกหรอ และมีอายุการใช้งานมากขึ้น
CF-4 - ประกาศใช้ปี 1990 เกรดคุณภาพทุกด้านเหนือกว่า CE เน้นการป้องกันเขม่าและลดการสึกหรอเพิ่มขึ้น สามารถเลือกใช้ได้
CG-4 - ประกาศใช้ปี 1994 เป็นน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลที่มีเกรดคุณภาพเกือบสูงสุด เกรดคุณภาพทุกด้านเหนือกว่า CF-4 เน้นการลดมลพิษเพิ่มขึ้น
CH-4 - ประกาศใช้ปี 1998 เป็นน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลที่มีเกรดคุณภาพสูงสุดในปัจจุบัน เกรดคุณภาพทุกด้านเหนือกว่า CG-4 เน้นการลดมลพิษเพิ่มขึ้น เด่นที่สุดในการเลือกใช้

น้ำมันเครื่องทุกรุ่นทุกยี่ห้อสามารถใช้กับเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลได้ แต่จะดีหรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับผลการทดสอบตามมาตรฐานของ API โดยไม่จำเป็นต้องดูเพียงข้างกระป๋องว่าน้ำมันเครื่องรุ่นนี้รุ่นนั้นเหมาะสำหรับเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล นั่นเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาด ให้ดูตาม API เป็นหลักเพราะก่อนน้ำมันเครื่องจะวางจำหน่าย มักถูกนำไปทดสอบกับเครื่องยนต์ทั้งเบนซินและดีเซลตามมาตรฐานของ API และเมื่อทดสอบออกมาแล้ว ถ้าเกรดคุณภาพสำหรับเครื่องยนต์เบนซินเด่นกว่า ก็จะนำเกรดคุณภาพนั้นระบุไว้นำหน้า ตามหลังด้วยเกรดคุณภาพสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล เช่น API SJ/CE แล้วโฆษณาว่าเป็นน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน

ในทางกลับกัน ถ้าทดสอบแล้วผลออกมาว่าเกรดคุณภาพสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลเด่นกว่า ก็จะนำเกรดคุณภาพนั้นระบุไว้นำหน้า ตามหลังด้วยเกรดคุณภาพสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน เช่น API CG-4/SF แล้วโฆษณาว่าเป็นน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล แต่ถ้าทดสอบแล้วเกรดคุณภาพด้านใดเด่นมาก แต่อีกด้านแย่สุดๆ ก็อาจระบุเฉพาะเกรดคุณภาพที่เด่นเท่านั้น เพราะระบุด้านรองไว้ก็ไม่มีความน่าสนใจหรือเสียชื่อเสียง รวมทั้งอาจระบุชัดเจนว่าเหมาะสำหรับเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล เช่น API SJ หรือ API CG-4 ไปเลยก็มีปัจจุบันเริ่มมีน้ำมันเครื่องบางรุ่นในบางยี่ห้อ มีมาตรฐานคุณภาพสูงสุดทั้งจากการทดสอบกับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล API SJ/CH-4 ออกมาจำหน่ายกันบ้างแล้ว

3. เกรดความหนืด
เกี่ยวข้องกับการสร้างชั้นเคลือบและการไหลเวียน
เป็นอัตราการไหลของปริมาณน้ำมันเครื่องต่อขนาดและความยาวของรู ต่อหน่วยเวลา ณ อุณหภูมิหนึ่ง เช่น น้ำมัน 60 ซีซี (ลูกบาศก์เซนติเมตร) ไหลผ่านรูขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.77 มิลลิเมตร ความยาวของรู 12.25 มิลลิเมตร ณ อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียสโดยมีหลายหน่วยการวัด เช่น ระบบเมตริก หน่วย cSt เซนติกโตส, สหรัฐอเมริกา หน่วย SUS, SSU วินาทีเซย์โบลต์, อังกฤษ หน่วย RW1 เรดวู๊ด และยุโรป E อิงเลอร์ โดยมีความแตกต่างกันในรายละเอียดและทุกอุณหภูมิการวัด

หน่วยการวัดข้างต้นเกี่ยวข้องกับงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก ล้วนมีความยุ่งยากในการจดจำ ไม่เป็นสากล และไม่สะดวกในการเลือกใช้น้ำมันเครื่องทั่วโลก จึงมีสมาคมในสหรัฐอเมริกาที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก กำหนดเกรดความหนืดที่สะดวกและชัดเจนขึ้นใหม่ และง่ายต่อการเลือกของผู้บริโภค เปรียบเทียบกับหลายหน่วยการวัดข้างต้นได้แม่นยำ หน่วยงานนั้นคือ สมาคมวิศวกรรมยานยนต์ SAE - SOCIETY OF AUTOMOTIVE ENGINEERSโดยกำหนดใช้อักษรย่อ SAE ตามด้วยเกรดความหนืดเป็นตัวเลขจำนวนเต็มที่ลงท้ายด้วย 5 หรือ 0 เช่น 15, 30 หรือ 50 ฯลฯ เลขมากยิ่งหนืด เลขน้อยยิ่งใส เช่น 50 หนืดกว่า 40 และ 5 ใสกว่า 20 โดยวัดที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส (210 องศาฟาเรนไฮต์) ซึ่งใกล้เคียงกับอุณหภูมิของน้ำมันเครื่องที่ไหลเวียนขณะเครื่องยนต์ทำงาน

ถ้าวัดที่ -18 องศาเซลเซียส (0 องศาฟาเรนไฮต์) ซึ่งใกล้เคียงกับอุณหภูมิของอากาศในบางประเทศที่หนาวจัด เพื่อป้องกันปัญหาน้ำมันเครื่องหนืดเกินไปจนไหลไม่ไหว จะตามท้ายตัวเลขด้วยตัวอักษร W-WINTER เช่น 5W, 10W หรือ 20W ฯลฯ การเลือกน้ำมันเครื่องในไทย ให้สนใจตัวเลขเปล่าๆที่ไม่ได้ตามท้ายด้วย W เพราะไม่มีอุณหภูมิติดลบ อากาศปกติก็ 20-35 องศาเซลเซียสอยู่แล้ว

การเลือกใช้น้ำมันเครื่องในด้านเกรดความหนืด ต้องเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิอากาศทั่วไป และสภาพความหลวมของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ เพราะต้องมีความหนืดเหมาะสมต่อการไหลเวียนภายในเครื่องยนต์ เช่น ถ้าอากาศภายนอกเย็นจัด น้ำมันเครื่องก็ควรใส ไหลง่าย ในช่วงสตาร์ทเครื่องยนต์และยังไม่ร้อน ถ้าน้ำมันเครื่องหนืดเกินไปก็ไหลเวียนไม่ทัน และอาจทำให้เครื่องยนต์สึกหรอหรือพัง

หากอากาศร้อนหรือเมื่อเครื่องยนต์ร้อนแล้ว แต่น้ำมันเครื่องใสเกิน ก็จะมีชั้นเคลือบบางเกินไป ทำให้เกิดการสึกหรอ และสิ้นเปลืองน้ำมันเครื่องจากการเล็ดลอดผ่านแหวนลูกสูบหรือยางหมวกวาล์วได้ น้ำมันเครื่องทุกชนิดสามารถแบ่งแยกได้อีกโดยเกรดความหนืด คือ เกรดเดี่ยว-เกรดความหนืดเดี่ยว (SINGLE GRADE) และเกรดรวม-เกรดความหนืดรวม (MUTI GRADE)

น้ำมันเครื่องเกรดความหนืดเดี่ยว
เรียกสั้นๆ ว่า น้ำมันเครื่องเกรดเดี่ยว ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในภูมิประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิน้อย เช่น ร้อนหรือเย็นไปเลย ทั้งกลางวันกลางคืนและในฤดูต่างๆน้ำมันเครื่องไม่สามารถปรับความหนืดให้เหมาะสมเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงได้ เช่น น้ำมันเครื่องเมืองหนาว ถ้านำมาใช้เมืองร้อนก็ใสเกินไปและไม่สามารถปรับตัวให้หนืดขึ้นได้ ส่วนน้ำมันเครื่องเมืองร้อน ถ้านำมาใช้เมืองหนาวก็ข้นเกินไป ไหลไม่ไหว และไม่สามารถปรับตัวให้ใสได้ จำเป็นต้องเลือกใช้ให้ตรงกับอุณหภูมิ เมืองร้อนจะเลือกใช้น้ำมันเครื่องของเมืองหนาวเกรดความหนืดเดี่ยวที่วัดและระบุเป็น SAE ?W ไม่ได้

สำหรับน้ำมันเครื่องเมืองร้อน มีการผลิตและวัดความหนืดที่ 100 องศาเซลเซียส ระบุเป็นตัวอักษรย่อ SAE ตามด้วยตัวเลขเปล่าๆ เช่น SAE 20น้ำมันเครื่องเมืองหนาว มีการผลิตและวัดความหนืดที่ -18 องศาเซลเซียส ระบุเป็นตัวอักษรย่อ SAE ตามด้วยตัวเลขและอักษร W เช่น SAE 10Wปัจจุบันน้ำมันเครื่องเกรดเดี่ยวได้รับความนิยมน้อย เพราะผู้ผลิตหันไปทุ่มเทกับน้ำมันเครื่องเกรดความหนืดรวมซึ่งสามารถจำหน่ายได้ทั่วโลกทั้งเมืองร้อนเมืองหนาว

น้ำมันเครื่องเกรดความหนืดรวม
เรียกสั้นๆ ว่า น้ำมันเครื่องเกรดรวม ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในภูมิประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิมากในแต่ละช่วงเวลาหรือฤดู หรือผลิตสูตรเดียวแต่สามารถจำหน่ายได้ทุกภูมิภาคทั่วโลก น้ำมันเครื่องเกรดรวมสามารถปรับหรือคงความหนืดให้เหมาะสมสำหรับการใช้งานทุกอุณหภูมิได้ เมื่อร้อนจะปรับตัวให้หนืด และถ้าเย็นลงจะปรับตัวให้ใส

โดยมีการผลิตและวัดความหนืด ณ 2 อุณหภูมิ คือ ที่ -18 องศาเซลเซียส ระบุเป็นตัวเลขตามหลังด้วยตัวอักษร W เช่น 10W และที่ 100 องศาเซลเซียส ระบุเป็นตัวเลขเปล่าๆ เช่น 20 แล้วนำมาระบุรวมกันตามหลังตัวอักษรย่อ SAE โดยนำการวัดที่ -18 องศาเซลเซียสนำหน้าแล้วคั่นด้วยเครื่องหมาย - เช่น SAE 20W-50การผลิตน้ำมันเครื่องเกรดความหนืดรวมให้สามารถปรับความหนืดได้ เมื่อร้อนแล้วหนืด เย็นแล้วใส ต้องมีการเติมสารปรับความหนืด ซึ่งส่วนใหญ่นิยมใช้สารโพลีเมอร์ ที่เป็นโมเลกุลสายยาว เมื่อเย็นจะหดตัว น้ำมันเครื่องจึงใส ถ้าร้อนจะขยายและยืดตัวออก ทำให้น้ำมันเครื่องข้นขึ้น

โพลีเมอร์ แม้จะทำให้น้ำมันเครื่องสามารถปรับความหนืดได้ แต่เมื่อผ่านการใช้งานไประยะหนึ่ง โมเลกุลสายยาวของโพลีเมอร์มักจะขาดออกจากกัน เมื่อร้อนการขยายตัวจะน้อยลง และทำให้น้ำมันเครื่องมีความหนืดลดลงบ้าง ต่างจากน้ำมันเครื่องเกรดความหนืดเดี่ยวในมาตรฐานเดียวกันซึ่งไม่มีการเติมสารโพลีเมอร์ จะคงความหนืดเมื่ออายุการใช้งานผ่านไปได้ดีกว่า

ตัวเลขที่ระบุความหนืด ลงท้ายด้วยตัวอักษร W วัดที่ -18 องศาเซลเซียส ตามด้วยตัวเลขเปล่าๆ วัดที่ 100 องศาเซลเซียส เช่น SAE 10W-50 ยิ่งมีตัวเลขห่างกัน เช่น 10 กับ 50 เกินกว่า 35 (50-10) แสดงว่าน้ำมันเครื่องนั้นสามารถปรับความหนืดตามการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้มาก ปรับตัวให้ใสหรือข้นได้มากแต่เมื่อผ่านการใช้งานไปแล้ว ความหนืดของน้ำมันเครื่องเมื่อร้อนหรือประมาณ 100 องศาเซลเซียส มีแนวโน้มว่าจะลดลงได้เร็วกว่าน้ำมันเครื่องที่มีเลขเกรดความหนืดห่างกันน้อยๆ เช่น ตามตัวอย่างจากเดิม SAE 10W-50 ความหนืดอาจเหลือเทียบได้เป็น SAE 10W-40

ปัจจุบันน้ำมันเครื่องเกรดความหนืดรวมได้รับความนิยมทั้งในการผลิตและใช้งาน เพราะครอบคลุมทุกอุณหภูมิ ทั้งที่ในบางประเทศที่อุณหภูมิไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงอย่างไทย สามารถเลือกใช้น้ำมันเครื่องเกรดความหนืดเดี่ยวได้ก็ตาม อากาศในไทยมีอุณหภูมิเฉลี่ย 20-35 องศาเซลเซียส และเครื่องยนต์ก็ร้อนมาก หากเลือกใช้น้ำมันเครื่องเมืองหนาว ไม่ว่าเกรดความหนืดเดี่ยวหรือรวม การวัดค่าความหนืดตามตัวอักษรย่อ SAE และลงท้ายด้วยตัวอักษร W ที่ -18 องศาเซลเซียส จะไม่เกี่ยวข้องและไม่ต้องสนใจ ให้ดูที่การระบุความหนืดด้วยตัวเลขเปล่าๆ เป็นหลัก

การเลือกความหนืดของน้ำมันเครื่องให้ดูจากคู่มือประจำรถยนต์ แล้วใช้ให้ตรงตามกำหนด โดยเน้นเฉพาะตัวเลขที่ไม่ได้ตามด้วยตัวอักษร Wแต่ถ้าไม่มีคู่มือให้เลือกตามนี้ เมืองไทยมีอากาศร้อนถึงร้อนมาก และไม่มีติดลบ สามารถเลือกใช้น้ำมันเครื่องทั้งแบบเกรดความหนืดเดี่ยวและเกรดความหนืดรวมสำหรับเมืองร้อน โดยสนใจค่าความหนืดเฉพาะค่า SAE ที่ไม่ได้ลงท้ายด้วยตัวอักษร W เป็นความหนืด 40 หรือ 50

เครื่องยนต์ใหม่ไม่เกิน 50,000-100,000 กิโลเมตร สามารถใช้น้ำมันเครื่องความหนืด SAE 40 ใสหน่อยได้ เพราะชิ้นส่วนยังไม่มีช่องว่างห่างมากนัก และอนุโลมให้ใช้ความหนืด 50 ได้ ส่วนเครื่องยนต์ที่เริ่มเก่าหรือผ่าน 100,000 กิโลเมตรไปแล้ว ควรใช้ความหนืด SAE 50

หากเลือกใช้เองเป็นความหนืด SAE 40 ให้ดูด้วยว่ามีการกินน้ำมันเครื่องมากผิดปกติไหม (ไม่ควรเกิน 2,000-3,000 กิโลเมตรต่อน้ำมันเครื่อง 0.5-1 ลิตร) และมีควันสีขาวจากการเผาไหม้น้ำมันเครื่องที่เล็ดลอดเข้าห้องเผาไหม้ผสมออกมากับไอเสียหรือไม่ ถ้าผิดปกติให้เปลี่ยนไปใช้ความหนืด SAE 50

เครื่องยนต์ที่ผ่านการใช้งานไปสักระยะหนึ่ง จะมีช่องว่างระหว่างชิ้นส่วนต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะแหวนลูกสูบ ลูกสูบ และกระบอกสูบ แม้จะใช้น้ำมันเครื่องที่มีความหนืดตามกำหนดในคู่มือประจำรถยนต์แล้ว ก็ควรดูว่าในการใช้งานจริงเครื่องยนต์มีการกินน้ำมันเครื่องผิดปกติไหม ถ้ามากควรเปลี่ยนไปใช้น้ำมันเครื่องที่มีความหนืดเพิ่มขึ้นสัก 10 เบอร์ เช่น เดิมใช้ SAE 30 ก็ขยับไปเป็น SAE 40 แล้วดูอาการซ้ำอีก ยังไม่ควรข้ามจาก SAE 30 ไปยัง SAE 50 หรือเปลี่ยนครั้งเดียวเพิ่มขึ้น 20 เบอร์ไปเลย

เครื่องยนต์ส่วนใหญ่ถูกกำหนดให้ใช้น้ำมันเครื่องความหนืด SAE 40-50 ในช่วงแรก โดยมีรุ่นที่กำหนดให้ใช้ SAE 30 บ้างประปราย แต่เมื่อใช้งานเครื่องยนต์จนเกิน 100,000 กิโลเมตรไปแล้ว ส่วนใหญ่ก็ควรเลือกใช้ SAE 40 หรือ 50 เพื่อให้ชั้นเคลือบของน้ำมันเครื่องหนาเหมาะสมกับระยะห่างของชิ้นส่วนต่างๆ

การใช้มันเครื่องใสเกินไป ทำให้ชั้นเคลือบของน้ำมันเครื่องบางเกินไปจนเกิดการสึกหรอมาก แต่ก็ทำให้เครื่องยนต์และปั๊มน้ำมันเครื่องรับภาระน้อยลง เพราะน้ำมันเครื่องไหลง่าย เครื่องยนต์ก็หมุนง่ายไม่หนืด เครื่องยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันนิยมใช้ความหนืดของน้ำมันเครื่องพอดีๆ หรือใสไว้หน่อย เน้นกำลังของเครื่องยนต์โดยไม่กลัวการสึกหรอ แต่สำหรับการใช้งานทั่วไป ไม่ควรเลือกใช้น้ำมันเครื่องใสเกินไป เพราะจะเกิดการสึกหรอมาก แต่ก็ไม่ควรใช้หนืดเกินไป เพราะถึงแม้ชั้นเคลือบจะหนา แต่น้ำมันเครื่องไหลยากอาจหมุนเวียนไม่ทัน และสร้างภาระจนทำให้เครื่องยนต์กำลังตกลงได้

น้ำมันเครื่องปลอม & การเปลี่ยน อย่าเหนือห้องทดลองด้วยตาหรือปลายนิ้ว
น้ำมันเครื่องปลอมหรือไม่ ไม่อาจทราบได้ด้วยตาหรือการสัมผัส ต้องทดสอบในห้องทดลอง จึงควรซื้อในร้านหรือแหล่งที่ไว้ใจได้การตัดสินใจเปลี่ยนน้ำมันเครื่องไม่สามารถเดาได้เอง เช่น สีคล้ำ แตะนิ้ว น้ำมันเครื่องมีสีคล้ำเร็วเกิดจาก 2 กรณี คือ มีการชะล้างที่ดี หรือภายในเครื่องยนต์สกปรก น้ำมันเครื่องที่ดำช้ามี 2 กรณี คือ ชะล้างไม่ดี หรือภายในเครื่องยนต์สะอาด (ไม่ค่อยเป็นไปได้) สีของน้ำมันเครื่องไม่สามารถสรุปได้ว่าคุณสมบัติด้านอื่นยังคงอยู่หรือเปล่า

การดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องขึ้นมาแล้วใช้ปลายนิ้วแตะเพื่อวัดความหนืด ไม่มีความชัดเจน เพราะการวัดความหนืดและประสิทธิภาพด้านอื่นต้องเข้าห้องทดลอง ความรู้สึกของปลายนิ้วไม่สามารถบอกว่าน้ำมันเครื่องนั้นสามารถสร้างชั้นเคลือบได้ดีหรือไม่ ไฉนแค่ปลายนิ้วสัมผัสจะเก่งกว่าห้องทดลองอันแม่นยำ

เมื่อไหร่น้ำมันเครื่องเสื่อม
มิได้เสื่อมได้ด้วยระยะทางเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับ 3 อย่าง คือ ระยะทาง ลักษณะการใช้งาน และเวลา

ระยะทาง
เกี่ยวข้องกับชนิดของน้ำมันเครื่องเป็นหลัก แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอื่นด้วยน้ำมันเครื่องชนิดสังเคราะห์ใช้งานได้ระยะทางมากกว่า โดยเฉลี่ยใช้งานทั่วไปได้ 10,000 กิโลเมตร ชนิดธรรมดา 5,000 กิโลเมตร และแบบกึ่งสังเคราะห์อยู่กึ่งกลาง คือ 5,000-7,000 กิโลเมตร

โดยผู้ผลิตในต่างประเทศกำหนดระยะทางใช้งานไว้มากกว่านี้ แต่การแนะนำข้างต้นได้ประยุกต์ลดลงมา ด้วยเหตุผลอันแตกต่างสำหรับการใช้งานในเมืองไทย และอ้างอิงตามกำหนดของศูนย์บริการทั่วไป

ลักษณะการใช้งาน
ส่งผลโดยตรงและเกี่ยวข้องกับระยะทางที่ใช้น้ำมันเครื่อง

การจราจรติดขัดในไทย เครื่องยนต์ยังทำงาน น้ำมันเครื่องยังหมุนเวียน แต่ระยะทางเพิ่มขึ้นน้อยมาก 1 ชั่วโมงอาจได้ระยะทางเพียง 5-10 กิโลเมตร แต่การขับรถยนต์เดินทางไกลหรือในต่างประเทศ 1 ชั่วโมงน่าจะได้ระยะทาง 30-50 กิโลเมตร

การใช้รถยนต์ในกรุงเทพฯ หรือการจราจรติดขัดมาก ควรเฉลี่ยลดระยะทางในการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องลงจากมาตรฐานในต่างประเทศบ้างน้ำมันเครื่องชนิดสังเคราะห์จาก 10,000-20,000 กิโลเมตร เหลือ 8,000-10,000 กิโลเมตร ชนิดกึ่งสังเคราะห์จาก 10,000-14,000 กิโลเมตร เหลือ 5,000-7,000 กิโลเมตร และชนิดธรรมดาจาก 10,000 กิโลเมตร เหลือ 3,000-5,000 กิโลเมตร

แต่ถ้าใช้งานบนการจราจรติดขัดไม่มาก หรือสลับระหว่างการจราจรติดขัดกับทางไกล ก็เพิ่มระยะทางที่เหมาะสมขึ้นได้ ส่วนเส้นทางที่เต็มไปด้วยฝุ่นก็ลดทอนระยะทางที่เหมาะสมลงบ้าง เพราะฝุ่นที่เล็ดลอดผ่านไส้กรองอากาศเข้าไปในกระบอกสูบ จะเล็ดลอดผ่านแหวนลูกสูบลงไปผสมกับน้ำมันเครื่องได้

เวลา
รถยนต์บางคันจอดมากกว่าใช้งานน้ำมันเครื่องสามารถเสื่อมลงได้แม้เครื่องยนต์ไม่ค่อยถูกใช้งาน เพราะมีการทำปฏิกิริยากับอากาศมากบ้าง น้อยบ้าง แม้ระยะทางไม่ครบกำหนด น้ำมันเครื่องสังเคราะห์และกึ่งสังเคราะห์ควรเปลี่ยนทุก 6-9 เดือน และน้ำมันเครื่องธรรมดาไม่เกิน 6 เดือน

น้ำมันเครื่องที่เหลือในกระป๋องต้องปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ในที่แห้งและไม่ร้อนมาก จะคงสภาพได้ประมาณ 1-2 ปี

บทสรุปการเลือก
ไม่จำเป็นต้องถามไถ่หรือสนใจการประชาสัมพันธ์แบบเลื่อนลอย ควรตัดสินใจด้วยการอ่านจากข้างกระป๋องน้ำมันเครื่องเอง เพราะจะมีรายละเอียดของทั้ง 3 คุณสมบัติระบุไว้เสมอ คือ ชนิด, เกรดคุณภาพ และเกรดความหนืด

เลือกไล่เรียงกันให้ครบและตรงตามต้องการในแต่ละคุณสมบัติแล้วค่อยสรุป คือ
ชนิด = ธรรมดา & กึ่งสังเคราะห์ & สังเคราะห์ เกี่ยวข้องกับอายุการใช้งานของน้ำมันเครื่อง
เกรดคุณภาพ API / เครื่องยนต์เบนซิน = SJ & SH & SG ... / เครื่องยนต์ดีเซล = CG-4 & CF-4 & CE ... เกี่ยวข้องกับคุณภาพด้านต่างๆ ของน้ำมันเครื่องโดยตรง
เกรดความหนืด SAE ...W/40 & SAE ... W/50 & SAE 40 & SAE 50 เกี่ยวข้องกับการสร้างชั้นเคลือบและการไหลเวียน
เครื่องยนต์เบนซิน ควรเลือกน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ API SJ หรือ SH อนุโลม SG ความหนืด SAE 40-50
เครื่องยนต์ดีเซล ควรเลือกน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ API CG หรือ CF อนุโลม CE ความหนืด SAE 40-50

ไส้กรองน้ำมันเครื่อง
ทุกเครื่องยนต์ต้องมีไส้กรองน้ำมันเครื่อง ทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกหรือเศษโลหะ เพื่อให้มีน้ำมันเครื่องที่สะอาดไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา โดยมีไส้กรองหลายแบบ เช่น ตะแกรง ไส้ฝอยโลหะ และไส้กระดาษใยสังเคราะห์พับซิกแซก ซึ่งแบบสุดท้ายได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะมีประสิทธิภาพในการกรองสูงและราคาไม่แพงไส้กรองน้ำมันเครื่องแบบไส้กระดาษพับซิกแซก มีทั้งแบบเปลี่ยนเฉพาะไส้ และรวมเป็นลูกเปลี่ยนทั้งเปลือกทั้งไส้ ซึ่งแบบเปลี่ยนเป็นลูกได้รับความนิยมมากกว่าในตัวไส้กรองส่วนใหญ่มักมีวาล์วควบคุมแรงดัน โดยจะเปิดให้น้ำมันเครื่องไหลผ่านออกไปโดยไม่ผ่านการกรองเมื่อตัวไส้กรองอุดตัน เพื่อคงการไหลเวียนของน้ำมันเครื่องไว้ ไม่กรองแต่ยังไหลได้ก็ยังดีกว่ากรองแล้วตันและไหลไม่ได้ แต่โดยส่วนใหญ่ไม่ค่อยพบปัญหานี้ถ้าไม่ละเลยการดูแล

ไส้กรองน้ำมันเครื่องนับเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่สามารถเลือกใช้ได้ทั้งแท้ เทียบ หรือเทียม เพราะผู้ผลิตรถยนต์ก็มักไม่ได้ผลิตเอง แต่สั่งจากผู้ผลิตรายย่อยมาอีกต่อหนึ่ง โดยในตลาดอะไหล่ก็มีไส้กรองน้ำมันเครื่องสารพัดคุณภาพและราคา บางยี่ห้อคุณภาพเท่าหรือเหนือกว่าไส้กรองน้ำมันเครื่องแท้แต่ราคาถูกกว่า หรือคุณภาพต่ำกว่ามากก็มี จึงต้องเลือกอย่างรอบคอบ

อายุการใช้งานของไส้กรองน้ำมันเครื่องอยู่ที่ 8,000-10,000 กิโลเมตร (หรือกว่านั้นในไส้กรองน้ำมันเครื่องแบบพิเศษ) แต่ในการใช้งานจริง มักถือโอกาสเปลี่ยนพร้อมกับน้ำมันเครื่องไปเลย ถ้าอยากประหยัดก็สามารถใช้ไส้กรองน้ำมันเครื่องตามกำหนดได้ แต่ต้องถอดออกมาเทน้ำมันเครื่องเก่าทิ้งในครั้งที่เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง แต่ไส้กรองน้ำมันเครื่องยังไม่หมดอายุ (เลอะหน่อย) แล้วค่อยใส่กลับเข้าไป

ถ้าใช้น้ำมันเครื่องธรรมดาหรือกึ่งสังเคราะห์ สามารถเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องครั้งเว้นครั้งของการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง หากใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ควรเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องพร้อมกันทุกครั้ง การละเลยทั้งการเลือกใช้และการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง แม้ไม่มีผลชัดเจนในการทำให้เครื่องยนต์พังทันที แต่ในระยะสั้นมีผลต่อกำลังของเครื่องยนต์บ้าง



 การเซ็ทโช๊ค

1 Static spring preload คือการหาค่าความแข็งของสปริงให้เหมาะสมกับผู้ขับขี่ สามารถทำเองได้อย่างง่ายๆ โดยวิธีดังต่อไปนี้
ข้อควรจำ ควรวัดเป็นหน่วย มิลลิเมตร- หาค่ายืดตัวสุดของโช้ค

นำรถมาตั้งอยู่บนขาตั้งคู่ หรือแสตนตั้งรถ ให้ล้อหน้าหรือหลัง ลอย ให้โช้คได้ยืดตัวจนสุด ทำการวัดระยะความยาว โช้คหน้าอาจวัดโดยการมาร์คจุดตั้งแต่แผงคอบนถึงแกนล้อหน้า นับเป็น F1 (F=Front) ส่วนที่ล้อหลัง อาจจะวัดตั้งแต่เบาะหรือบาร์ท้ายลงไปถึงแกนสวิงอาร์ม นับเป็น R1 (R=Rear)

- หาค่ายุบตัว บนรถเปล่า

นำรถลงจากขาตั้ง จับให้ตรงเมื่อโช้ครับน้ำหนักตัวรถเปล่า สังเกตว่าโช้คมันจะยุบตัวลงมาระดับหนึ่งเนื่องจากมีน้ำหนักตัวรถมากด ให้วัดค่าความยาวทั้งสองจุดไว้อีกครั้ง ให้นับเป็น F2 และ R2

- หาค่ายุบตัว ขณะมีผู้ขับขี่

ให้เจ้าของรถขึ้นไปนั่งบนรถแล้วกดน้ำหนักตัวตามปกติ กดโช้คให้ยุบเล็กน้อย ให้สปริงคืนตัว ตั้งรถให้ตรงแล้ววัดยะระของโช้คทั้งหน้าและหลัง ให้นับเป็น F3 และ R3

สูตรคำนวน ให้แยกกันคำนวนระหว่างหน้าและหลัง โดยใช้วิธีคิดง่ายๆดังนี้- กรณีเป็นรถปล่าวไม่มีผู้ขับขี่ ให้ระยะ R1 มาลบกับ R2 ตัวเลขที่เหลือ คือช่วงยุบของสปริงนั้นๆ ค่ามาตรฐานควรจะอยู่ที่ 10-20 มม. ส่วนโช้คหน้านั้นคือ F1 ลบ F2= เลขที่เหมาะสมคือที่ 15-30 มม.

- กรณีมีผู้ขับขี่ ให้ระยะ R1 มาลบกับ R3 ตัวเลขที่เหลือ คือช่วงยุบของสปริงนั้นๆ ค่ามาตรฐานควรจะอยู่ที่ 25-40 มม. ส่วนโช้คหน้านั้นคือ F1 ลบ F3= เลขที่เหมาะสมคือที่ 35-50 มม.



- หากตัวเลขที่ออกมา “มากกว่าค่าเฉลี่ยที่กำหนด” แสดงว่าสปริงอ่อนไป ให้ปรับกดสริงให้แข็งขึ้น หากตัวเลข “น้อยกว่าค่าเฉลี่ยที่กำหนด” ให้ปรับยืดสปริงให้นิ่มขึ้น
      
 
การเข้าถึงสมรรถนะของระบบกันสะเทือน

 ท่านผู้อ่านทราบบ้างหรือไม่ว่า ในศาสตร์แขนงต่างๆที่มีอยู่บนโลกล้วนมีความลึกซึ้งและสลับซับซ้อนในตัวของมันอยู่ ในบางเรื่องเราก็ปฎิบัติด้วยความเคยชิน บางอย่างที่เราสนใจ เราก็ค้นคว้าและศึกษาอย่างลึกซึ้ง ในสมัยก่อน ตัวผมเองก็ได้มีโอกาสสัมผัสและขับขี่รถจักรยานยนต์มาหลากหลายรูปแบบ เมื่อขี่แล้วก็สามารถบอกได้ว่ารุ่นนี้ให้ความรู้สึกดี หรือไม่ดีอย่างไร

กับเรื่องระบบกันสะเทือนก็จะมีความรู้แค่หยาบๆเท่านั้น จวบจนเมื่อได้เข้ามาศึกษาและสัมผัสความรู้เกี่ยวกับโช้ค จึงเข้าใจว่าเหตุใดผู้ผลิตรถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ ในแถบยุโรป ซึ่งเป็นต้นตำรับผู้สร้างรถจักรยานยนต์เป็นจ้าวแรกๆ จึงให้ความสำคัญเกี่ยวกับระบบกันสะเทือนเป็นพิเศษ นั่นเป็นเพราะว่า มันจำเป็นสำหรับช่วยในการทรงตัวของรถ รวมถึงความปลอดภัยในการขับขี่โดยเฉพาะในการอยู่ในย่านความเร็วสูง  ท่านผู้อ่านอาจจะจินตนาการไม่ออกถึงความแตกต่างของมัน แต่ถ้าหากใครที่ได้มีโอกาสได้ลองนำรถไปขี่ในสนามแข่งผ่านโค้งที่ใช้ความเร็วสูง ถึงจะเข้าใจครับ
 
 
  ต่อเนื่องจากครั้งก่อน ผมได้แสดงให้เห็นว่า ในระบบการทำงานของโช้คนั้นมีความละเอียดอ่อนแค่ไหนครั้งนี้เราจะเรียนรู้ถึงการปรับเซ็ทโช้คอัพกัน ผมจึงยกตัวอย่างโช้คที่เป็นแบบมีออฟชั่นเต็มแบบที่สามารถปรับในจุดต่างๆได้ครบ ซึ่งหากท่านผู้อ่านท่านใดที่ขี่รถประเภทบิ๊กไบค์อาจจะได้ประโยชน์จากบทความนี้บ้างครับเพราะรถนอกขนาดซีซี.สูงๆเค้าติดตั้งระบบกันสะเทือนดีๆมีให้แล้วบ้างครับ
 1 Setting the Spring Pre-load

การปรับความแข็งของ สปริง เรียกเป็นภาษาบ้านๆว่า “สตรัทเกลียว” น่าจะเข้าใจง่ายกว่าอย่าที่ทราบแล้วว่ามันทำหน้าที่อะไร วิธีปรับค่าให้มันแข็งหรืออ่อนลง อยู่ที่ Spring Pre-Load (สปริง พรี-โหลด) มันก็คือน็อตแหวนขนาดใหญ่ เอาไว้ดันสปริงตามความต้องการ  โดยจะมีตัว   Spring Pre-load Lock  (สปริงพรี-โลด ล็อค) มาเป็นผู้ช่วย เนื่องจากตัวพรีโหลดนี้อาจมีการเคลื่อนตัวเนื่องจากการสั่นสะเทือน ตัวช่วยนี้จะมาช่วยล็อคให้มันอยู่กับที่ อุปกรณ์ที่ใช้ในการปรับก็จะใช้เครื่องมือจับแบบพิเศษเรียกว่า C-spanner สำหรับล็อคและหมุนตัวพรีโหลด

 ข้อสังเกต โปรดจำไว้อยู่อย่างหนึ่งคือผู้ผลิตมักเลือกใช้ “เกลียวขวา” เป็นส่วนใหญ่ หมายถึงการขันเข้าโดยการหมุนตามเข็มนาฬิกา ส่วน “เกลียวซ้าย” จะใช้ในบางโอกาสเท่านั้น อาทิเช่น กระจกมองหลังที่ติดตั้งอยู่ด้านซ้าย หรือตัวปรับความยาวของพักเท้า
 
  2.Setting the Shock absorber length
การปรับความยาวโช้ค
 ท่านผู้อ่านเชื่อหรือไม่ว่า องศาการติดตั้งหรือแม้แต่ความสูง-ต่ำของโช้คที่ไม่เหมือนกันก็ให้ความรู้สึกที่ต่างกัน การปรับความสูงของโช้คผู้ผลิตมักทำมาเผื่อให้ผู้ใช้เล็กน้อย   อาจจะปรับระยะสูง-ต่ำได้ประมาณ 10  มม. ปรับโดยการหมุนเกลียวเข้าหรือออก และล็อคให้แน่นด้วยน็อตตัวเมืย ให้สังเกตว่า บนเกรียวที่ปรับความสูงของโช้คจะมีมาร์ค บอกถึงขีดจำกัดของความยาว เรียกว่า  Safety Mark (เซฟตี้มาร์ค) เพราะหากยืดโช้คมากเกินไปทำให้เกลียวสำหรับล็อคเหลือน้อยเกินไป และหากล็อคอยู่แค่เกลียวสองเกลียวแล้วมันหลุดออกมาตอนรถวิ่งคงจะไม่ใช่เรื่องสนุกแน่นอนครับ

 3 Adjustment of rebound damping
การปรับ รีบาวน์
 ตัวปรับหนืด ในขณะติดตั้งโช้คมันจะอยู่ใกล้ๆกับหูล่างพอที่ใช้มือเอื้อมไปปรับได้ ลักษณะการปรับสามารถทำได้โดยการหมุนไปทางซ้ายหรือขวา หากต้องการปรับให้หนืดขึ้น ให้หมุนไปทางซ้ายทวนเข็มนาฬิกา (Counter Clockwise) หมายถึงเกลียวที่ดันวาวล์จะเลื่อนขึ้นมาทำให้โช้คหนืดขึ้น และหากหมุนไปทางขวาตามเข็มนาฬิกา(Clockwise)  หมายถึงเกลียวเลื่อนลง ก็จะทำให้รูปวาวล์น้ำมันเปิดให้น้ำมันไหลได้สะดวกขึ้น
ข้อสังเกต ในการปรับ อุปกรณ์นี้ ให้สังเกตว่า เวลาหมุนตัวปรับ มันจะให้ความรู้สึกเหมือนขั้นบันได เรียกว่า “คลิก” ซึ่งสะดวกในการปรับค่า โดนการนับจำนวน คลิก ที่หมุนไป ในกรณีที่เราตั้งค่าและนับ จำนวนคลิกไว้แล้ว หากมีใครมาหมุนเล่น ก็สามารถปรับค่าไปที่เดิมได้สะดวกและรวดเร็ว

4 Adjustment of compression damping
การปรับ คอมเพรชชั่น
 “คอมเพรชชั่น” หรือตัวปรับความหนืดช่วงยุบตัวนี้ ส่วนใหญ่จะออกแบบมาเป็นตัวสกรูเล็กๆ ไว้ ปรับโดยใช้ไขควงแบนเป็นเครื่องมือปรับ ลักษณะมันคล้ายๆกับสกรูอากาศในคาบูเรเตอร์ ใช้ไขควงหมุนไปทางขวา(Clockwise)  สกรูก็จะดันให้ทางผ่านน้ำมันแคบลง ทำให้โช้คยุบตัวได้ช้าลง หากหมุนไขควงไปทางซ้าย (Counter Clockwise) ก็จะเปิดวาวล์ให้น้ำมันผ่านเร็วขึ้น โช้คยุบตัวได้เร็วขึ้น  วิธีจำระยะการปรับตั้งก็คล้ายๆกับการตั้งสกรูอากาศคาบูเรเตอร์ โดยการที่เราหมุนสกรูเข้าไปให้ปิดสุด แล้วค่อยๆคลายสกรูกลับออกมา โดยนับการหมุนทีละครึ่งรอบ จนอยู่ในระดับการยุบตัวที่ต้องการ
 
 2 การปรับค่าการยืดตัว Rebound

ในจุดนี้ ไม่มีตัวเลขการคำนวนครับ ภาคปฏิบัตินี้ต้องอาศัย Man and  machine  การผสมผสานของคนและเครื่องจักร และใช้ประสาทสัมผัสมาเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจครับ ตัวอย่างเช่น เมื่อวิ่งไปแล้ว หากรถมีอาการ ส่าย ย้วย และกระดอนแสดงว่าโช้คนิ่มไป ให้ปรับแข็งขึ้น หากวิ่งไปแล้วรู้สึกว่า รถไม่ซับแรงและกระแทก แสดงว่าโช้คแข้งไปให้ปรับอ่อนลง

3 การปรับค่า การกดตัว Compression

เมื่อวิ่งไปแล้ว หากรถมีอาการ ส่าย หรือยุบตัวเกินไป แสดงว่าโช้คนิ่มไป ให้ปรับแข็งขึ้น หากวิ่งไปแล้วรู้สึกว่า รถกระด้างและสั่น ไม่ซับแรงและกระแทก แสดงว่าโช้คแข้งไปให้ปรับอ่อนลง  ทั้งนี้ตัวปรับคอมเพรชชั่น ค่อนข้างจะเหมาะสำหรับผู้ที่ขี่รถและจับความรู้สึกบนตัวรถได้อย่างลึกซึ้ง ผู้ขับขี่หลายคนจึงอาจจะไม่รู้ถึงความแตกต่าง ทั้งนี้ควรจะลองเปิด-และปิดวาวล์ให้สุดให้รู้ถึงความต่างกันอย่างชัดเจนก่อน ว่าแบบไหนนิ่มที่สุดและแบบไหนแข็งที่สุด ท่านจึงจะสามารถปรับค่าที่เหมาะสมได้
 
การปรับ Rebound และ  Compression  ไม่มีสูตรเฉพาะตายตัว ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักรถ น้ำหนักผู้ขับขี่ สภาพถนน ลักษณะการใช้ความเร็ว และอื่นๆอีกมากมาย ทั้งนี้ เพื่อจุดประสงค์หลักสิ่งเดียวคือความปลอดภัยในการขับขี่ หากมีของดีอยู่กับตัวแต่ใช้งานไม่เป็นไม่ถึงศักยภายที่มันทำได้ ก็น่าเสียดายอยู่ไม่ใช่เหรอครับ

 
 Pak_98 v.s
Full Member


คะแนนความนิยม 2
 ออฟไลน์

กระทู้: 195
สมาชิก SF คนที่ : 1809


เป้าหมายมีไว้พุ่งชน...


  Re: ถามเรื่อง..engine brake ..ครับ
« ตอบ #4 เมื่อ: วันนี้ เวลา 10:42:17 AM »  

--------------------------------------------------------------------------------
ENGINE BRAKE เปลี่ยนเกียร์ต่ำช่วยเบรก ควรทำหรือไม่?

ทั้งเกียร์ธรรมดาหรืออัตโนมัติ ทั้งบนถนนหรือสนามแข่ง หลายคนยังใช้ ENGINE BRAKE เปลี่ยนเกียร์ต่ำช่วยเบรก เพราะคิดว่าช่วยเบรกได้ดี โดยมองข้ามข้อเสียและไม่ทราบถึงความไม่จำเป็น เพราะระบบเบรกยุคใหม่ดีเหลือเฟือแล้ว อ่านบทความที่จะลบความเชื่อและวิธีปฏิบัติดั้งเดิมว่า ENGINE BRAKE การเปลี่ยนเกียร์ต่ำช่วยเบรก ควรทำหรือไม่ และควรทำเมื่อไร ?

ENGINE BRAKE / ไทย = เชนจ์เกียร์
เอนจินเบรก คือ การใช้เกียร์ต่ำช่วย หน่วงความเร็วของรถยนต์ให้ต่ำลง หรือไม่ให้ความเร็วสูงเกินไปในกรณีลงทางลาด ส่วนจะเป็นการใช้เกียร์ต่ำตั้งแต่เริ่มต้น หรือลดจากเกียร์สูงลงมาก็แล้วแต่ บนทางราบตามปกติ การใช้เอนจินเบรก หมายถึงการลดจากเกียร์สูงลงสู่เกียร์ต่ำ โดยไม่กดคันเร่ง ในรถยนต์เกียร์ ธรรมดาเป็นการเปลี่ยนลงเกียร์ต่ำกว่าเดิม แล้วถอนคลัตช์โดยไม่กดคันเร่ง ในรถ ยนต์เกียร์อัตโนมัติ อาจใช้วิธีกดปิดโอเวอร์ ไดรฟ์หากขณะนั้นอยู่ในเกียร์สูงสุด หรือใช้วิธีเลื่อนคันเกียร์มายังเกียร์ต่ำลง โดยทั่วไปคนไทยจะเรียกกันว่า เชน-เกียร์จริงๆ แล้วเพี้ยนมากจากคำว่าเชนจ์เกียร์ ซึ่งควรออกเสียงตามภาษาอังกฤษ CHANGE GEAR ว่า เชนจ์-เกียร์ หมาย ถึงการเปลี่ยนเกียร์ ซึ่งคนไทยเข้าใจกันว่าการเชนจ์เกียร์จะใช้เรียกในกรณีลดจากเกียร์สูงลงมาเกียร์ต่ำไม่ใช่ต่ำขึ้นไปสูง บนทางลาดลง การใช้เอนจินเบรกหมายถึงการใช้เกียร์ต่ำค้างไว้ อาจกดหรือ ไม่กดคันเร่งก็ได้ ในการรั้งไม่ให้รถยนต์เคลื่อนที่ลงด้วยความเร็วสูงเกินไป ไม่ได้ใช้ช่วยเบรก แต่ช่วยรั้งความเร็วในการขับลงทางลาด

คนส่วนใหญ่ เชื่อว่าใช้ช่วยเบรก
เป็นเรื่องที่ยึดติดกันมานานเป็นสิบยี่สิบปีแล้ว ทั้งจากการสอนกันผิดๆ หรือดูวิธีการขับจากนักแข่งหางแถวในสนาม รวมถึงเป็นผลมาจากการที่รถยนต์ในสมัยกว่า 20 ปีก่อน ยังไม่มีระบบเบรกที่ดีมากนัก บางครั้งจึงต้องใช้เอนจินเบรกหรือเชนจ์เกียร์ช่วย ในขณะที่ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาระบบเบรกถูกพัฒนาขึ้นมากจน เพียงพอสำหรับสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่จัดจ้านขึ้น

ได้ผลจริงไหม ?
บนทางราบได้ผลจริง แต่ได้ผลในการช่วยชะลอความเร็วน้อยมากเมื่อเทียบกับการกดเบรก บนทางลาดลงได้ผลในการรั้งความ เร็ว เพราะเป็นการรั้งไว้ล่วงหน้า ใช้อัตราทดเกียร์และเครื่องยนต์ช่วยรั้งได้ดี หลายคนอ่านแล้วอาจจะไม่เชื่อว่า บนทางราบกับการใช้เอนจินเบรกหรือเชนจ์เกียร์แล้วจะช่วยเบรกได้น้อย แนะนำให้พิสูจน์บนทางโล่งกว้าง ใช้ความเร็วปานกลาง แล้วลดเกียร์ต่ำลงโดยไม่ต้องแตะเบรกเลย จะเห็นว่ารถยนต์ชะลอลง แต่มีผลน้อยมาก ทดลองอีกครั้งลองใช้ความเร็วเท่ากันแล้วกดเบรกแรงๆ จะเห็นว่ารถยนต์ชะลอความเร็วลงมากกว่าการลดเกียร์มากๆ เบรกจนแทบจะหัวทิ่มเลยก็ว่าได้ ไม่ใช่ว่าการเชนจ์เกียร์ต่ำจะไม่ช่วยเบรกเลย ช่วยแต่ช่วยไม่มาก! ใช้ประสิทธิ-ภาพของเบรกก็เพียงพอแล้ว เพราะทุกครั้งที่ใช้เอนจินเบรกบนทางราบจะมีผลเสียเกิดขึ้น

ผลเสีย
การใช้เอนจินเบรกหรือการเชนจ์เกียร์บนทางราบ เพื่อหวังผลในการชะลอความเร็ว จะได้ผลน้อย แต่มีหลายผลเสียที่ชัดเจน เช่น เครื่องยนต์ที่ต้องถูกเร่งขึ้นรอบสูงโดยฉับพลัน ระบบส่งกำลังที่ต้องรับแรงกระชาก การถ่ายเทน้ำหนักเมื่อรถยนต์ถูกรั้งจนอาจเสียการทรงตัว และการล็อกของล้อ ขับเคลื่อนถ้าพื้นลื่นมากๆ โดยเฉพาะในส่วน ของเครื่องยนต์ที่รอบถูกกวาดขึ้นสูงอย่างรวดเร็วหลังการลดเกียร์ต่ำ เครื่องยนต์จะมีการสึกหรอสูง และถ้าลดเกียร์ต่ำที่ความเร็วสูงเกินไปสำหรับอัตราทดเกียร์นั้น เครื่องยนต์ก็อาจหมุนรอบจัดจนถึงขั้นพังเสียหายได้ เปรียบเทียบแล้วได้ไม่คุ้มเสีย ช่วยชะลอความเร็วได้นิดเดียว แต่ผลเสียมากมาย สู้กดเบรกแรงๆ ยังไม่ได้ เบรกจนหัวทิ่มเลยก็ยังได้ อีกผลเสียที่พบกันบ่อยๆ สำหรับผู้ที่ใช้เอนจินเบรกบนทางราบ และก็ยังฝัง ใจว่าทำแล้วช่วยเบรกได้ผลดี คือ การกดเบรกไม่เต็มที่แล้วก็คิดว่าเบรกไม่ค่อยอยู่ จึงใช้เอนจินเบรกควบคู่กัน พอถอนคลัชต์ รถยนต์ก็กระตุกชะลอ พร้อมกับมีการกดเบรกเพิ่มขึ้น จึงทำให้รู้สึกว่าการเบรกพร้อม กับการลดเกียร์ต่ำแล้วเบรกดี หยุดได้มั่นใจขึ้น ทั้งที่ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการกดเบรก

ทำไมรถแข่งทำ
สำหรับนักแข่งหางแถวทั่วไปอาจจะ ใช้เอนจินเบรกเพื่อช่วยลดความเร็ว เสียงเครื่องยนต์กวาดขึ้นบาดหูจนพร้อมที่จะพังทุกขณะเมื่อถอนคลัตช์หลังใช้เกียร์ต่ำช่วยเบรก ถึงไม่พังในทันทีก็สึกหรอเพียบ ดูให้ดีกับนักแข่งระดับหัวแถวที่มีทักษะการขับที่ถูกต้อง เมื่อต้องลดความเร็ว เขาจะกดเบรกให้ทำหน้าที่ตามที่ควรจะเป็น ส่วนการเหยียบคลัตช์ลดเกียร์ต่ำ เขาอาจจะทำเหมือนใช้เอนจินเบรกร่วมด้วยแต่จริงๆ แล้วเขาเพียงแค่เข้าเกียร์ต่ำเตรียมถีบ ตัวต่อไปหลังจากเลิกใช้เบรกแล้ว การถอน คลัตช์จะเกิดขึ้นเมื่อต้องการเร่งต่อ ไม่ได้ใช้เพื่อช่วยเบรก เครื่องยนต์มีค่ามากกว่าผ้าเบรกที่จะสึกหรอมากนัก ถ้าเบรกไม่ค่อยอยู่ทีมแข่งก็จะปรับปรุงระบบเบรก ไม่ใช่ให้นักแข่งใช้เอนจินเบรกให้เสี่ยงต่อเครื่องยนต์พังและแพ้แต่อย่างไร

วิธีเบรกที่ถูกต้อง
บนทางราบ รถยนต์เกียร์ธรรมดาอยู่ ที่เกียร์ไหนก็ตาม หากต้องการจอด ให้กด เบรกตามที่ต้องการ โดยไม่ต้องยุ่งกับเกียร์ และคลัตช์ ให้คาอยู่ที่เกียร์เดิมที่ขับอยู่ ใช้สติสนใจกับเบรกเท่านั้น พอรถยนต์เกือบหยุดก็ค่อยกดคลัตช์เพื่อไม่ให้เครื่อง ยนต์สั่นจนดับ ไม่ควรกดคลัตช์พร้อมกับเบรกตั้งแต่แรก เพราะระบบจะกลายเป็นเกียร์ว่าง ระยะเบรกจะยาวขึ้น เสียแรงเสีย สมาธิไปกับคลัตช์โดยเปล่าประโยชน์ สำหรับการเบรกเพื่อลดความเร็วแต่ยังไม่จอด การลดเกียร์ต่ำสามารถทำได้ ถ้าต้องการเร่งต่อหลังจากเบรก ลดเกียร์ต่ำรอไว้ได้ แต่ให้ถอนคลัตช์เมื่อเลิกใช้เบรกและต้องการเร่ง ไม่ใช่ถอนคลัตช์เพื่อใช้เกียร์ต่ำช่วยเบรก การปลดเกียร์ว่าง พร้อมกับการเบรก ก็ไม่มีประโยชน์ใดๆ อีกทั้งยังอาจทำให้มีระยะเบรกยาวขึ้นจากแรงเฉื่อยที่เพิ่มขึ้น และเสียสมาธิไปกับการปลดเกียร์โดยเปล่า ประโยชน์ ในรถยนต์เกียร์อัตโนมัติ ไม่ต้อง ยุ่งกับเกียร์หรือโอเวอร์ไดรฟ์เลย เบรกอย่าง เดียวเท่านั้น ทั้งในการจอดหรือแค่ลดความเร็ว

จำประโยคนี้ไว้ BRAKE TO SLOW /GEAR TO GO
ไม่ใช่ว่าเอนจินเบรกจะไม่ช่วยชะลอ ความเร็ว เพราะจริงๆ แล้วช่วย แต่ช่วยน้อยมากบนทางราบ และไม่คุ้มกับผลเสีย ในขณะที่ระบบเบรกของรถยนต์ยุคใหม่ดีมากเพียงพออยู่แล้ว นอกจากในเหตุ สุด วิสัย เบรกแตกหรือบางสถานการณ์เมื่อเบรกเต็มที่แล้วยังไม่อยู่การใช้เอนจินเบรก เข้ามาเสริม ก็ถึงจะมีประโยชน์จากการใช้ บางทางลาดลง การใช้เกียร์ต่ำ ช่วยควบคุมความเร็วเป็นวิธีที่ถูกต้อง ถ้างงว่าควรใช้เกียร์ใดลงทางลาดขณะนั้น ให้จอด นิ่ง เริ่มจากเกียร์ต่ำที่สุดแล้วขับเคลื่อนไป โดยไม่ต้องยุ่งกับเบรก เพราะการลงทางลาดควรใช้เบรกเท่าที่จำเป็นเพื่อไม่ให้มีความร้อนสะสมมากจนระบบเบรกล้มเหลว เมื่อรถยนต์เคลื่อนที่ลงมาก็ดูว่า ช้าเกินไปหรือไม่ ถ้าช้าและยังอยู่ในการควบ คุมที่ดี ก็ค่อยเปลี่ยนขึ้นสู่เกียร์สูงขึ้นอีก 1 เกียร์ อย่าใจร้อนใช้เกียร์สูงเกินไปในการลงทางลาด หลายเรื่องในโลกรถยนต์ มีความเชื่อและการปฏิบัติผิดๆ ต่อเนื่องกันมา แต่ก็ไม่ยากที่จะเปลี่ยนแปลง ถ้าทราบเหตุและผล


ค่า W คืออะไร
น้ำมันเครื่องในเขตเมืองหนาว จะมีการวัดต่างออกไปอีกแบบ คือการวัดความต้านทานการเป็นไข โดยวัดตั้งแต่อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส ต่ำลงมาจนถึงจุดเยือกแข็งตั่งแต่ 0 องศา จนถึงต่ำกว่า – 30 องศาเซลเซียส โดยมีตัวอักษรระบุไว้เป็นตัวอักษร W หรือ WINTER เช่น
0W = สามารถคงความข้นใสไว้ได้ต่ำกว่า – 30 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
5W = สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง – 30 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
10W= สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง – 20 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
15W= สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง – 10 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
20W= สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง 0 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข

คำอธิบาย
SAE 10W-40 = มาตรฐานความข้นใสจากสถาบัน SAE เบอร์ 40 ค่าต้านทานความเป็นไขที่ 10W หรือ -20 องศาเซลเซียส
API SM/CF = ค่ารับรองมาตรฐานจากสถาบัน API ในการใช้กับเครื่องยนต์เบนซิล ในระดับ SM และดีเซลในระดับ CF
PREMIUM GRADE SEMI – Synthetic = เป็นน้ำมันเครื่องแบบกึ่งสังเคราะห์ เกรดดีเยี่ยม
FOR NGV, LPG & GASOLINE = ใช้ได้กับเครื่องยนต์ แบบใช้แก๊ส NGV หรือ LPG และเครื่องยนต์เบนซิลทั่วไป


เกรดของน้ำมันเครื่อง Single Grad & Multi Grad
น้ำมันเครื่องในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 เกรดด้วยกันคือ
1. น้ำมันเครื่องเกรดเดี่ยว Single Grad หรือ Mono Grad คือน้ำมันเครื่องที่มีความค่าความหนืดเหมาะสมกับเฉพาะอุณหภูมิหนึ่งเท่านั้น โดยเฉพาะอุณหภูมิสูง พออุณหภูมิเริ่มต่ำลง ความหนืดก็จะเพิ่มขึ้น รับรองโดยสถาบันเดียวคือ SAE เช่นน้ำมันเครื่องเบอร์ SAE 50 หรือ SAE 40 ปัจจุบันแม้ว่าจะยังมีขายอยู่ แต่หาซื้อได้น้อยมาก เหมาะกับเครื่องยนต์รอบต่ำ เครื่องยนต์รุ่นเก่าๆ และประเทศเขตร้อน

2. น้ำมันเครื่องเกรดรวม Multi Grad น้ำมันเครื่องมัลติเกรด เป็นน้ำมันเครื่องที่สามารถเปลี่ยนแปลงค่าความหนืดได้ เช่นในอุณหภูมิสูง จะมีความใส พออุณหภูมิต่ำลงก็ยังสามารถคงความข้นใสเอาไว้ได้ เรียกได้ว่ามีช่วงอุรหภุมิการใช้งานที่กว้างขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับการเลือกใช้ทุกอุณหภูมิ ซึ่งจะระบุเป็น 2 ตัวเลข มีอักษร W เป็นตัวคั่นกลางเช่น SAE 20W50 หรือ API 15W40 เป็นต้น ปัจจุบันน้ำมันเครื่องแบบนี้เป็นแบบที่นิยมใช้ และมีขายในท้องตลาดทั่วๆไป นิยมใช้กับรถรุ่นใหม่ และประเทศในเขตหนาวเย็น และยังสามารถใช้งานได้ทุกสภาวะอากาศ

ค่าเฉลี่ยกำหนดการเปลี่ยนถ่ายของน้ำมันเครื่อง อาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้เร็วกว่ากำหนด ตามสภาพการใช้งานดังนี้
1.ขับรถลุยน้ำในระดับที่สูง ซึ่งอาจคาดว่าจะมีน้ำปะปนเข้าสู่เครื่องยนต์ได้
2.ใช้งานประเภทสมบุกสมบัน รถยนต์ในที่ใช้ในทางฝุ่น อยู่เป็นประจำ
3.ในหน้าฝน ที่ต้องใช้รถขับลุยสายฝนอยู่เป็นประจำ หรือขับรถลุยน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ
4.เครื่องยนต์หลวม ซึ่งมีการระเหยของน้ำมันเครื่องสูง และมีเขม่าเล็ดลอดเข้ามาปะปนอยู่มาก
5.เครื่องยนต์รอบจัด ที่ต้องใช้งานรอบจัดอยู่เสมอ ความร้อนสูง และต้องการให้ชิ้นส่วนสึกหรอน้อยที่สุด
6.เครื่องยนต์ที่ติดตั้งกรองเปลือย ที่คาดว่าจะฝุ่นผงปะปนเข้าสู่เครื่องยนต์ได้มากกว่าปกติ
7.เครื่องยนต์ที่ต้องการความเร็วสูงสุด อย่างพวกรถแข่ง ซึ่งต้องมั่นใจได้ว่า คุณสมบัติของน้ำมันเครื่องต้องไม่ลดลงแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว

สังเกตอย่างไรว่าน้ำมันเครื่องที่ใช้อยู่เริ่มหมดสภาพ
การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกครั้งต้องมีการจดบันทึก วันที่ เดือน ปี และเลขไมล์กิโลเมตร ไว้ด้วยทุกครั้ง เพื่อใช้เป็นการคำนวณกำหนดการเปลี่ยนถ่าย แต่เราเองยังสามารถสังเกตการณ์ทำงานที่เปลี่ยนไปของ ความหล่อลื่นน้ำมันเครื่องที่เริ่มเสื่อมสภาพได้เช่น
1 เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้น
2. อัตราเร่งแย่ลง อืดลงอย่างต่อเนื่อง
3. กินน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น
4. สีของน้ำมันเครื่องเปลี่ยนไป
5. น้ำมันเครื่องมีลักษณะข้นขึ้น หรือใสขึ้น
  

เบอร์หัวเทียนของรุเเต่ละรุ่นของฮอนด้า
Honda


รุ่น                                                      เบอร์หัวเทียนที่ใช้

CB 1000 SF/CB 1300 SF                         DPR8EA-9
CB 400 SF                                           CR8EH-9
CB 400 SS                                           DPR8EA
CBR 1000 RR                                        IMR9C-9HES
CBR 1100 XX                                        IMR9C-9H
CBR 400 RR                                          CR8EH-9
CBR 600 F/FS/F4I/RR                             IMR9C-9HES
CBR 900 RR/CBR 954 RR                          IMR9C-9H
NS-1/NSR 50                                        BR8ES
NSR 250 R/SE/RSP                                 BR9ECM
RVF/RC 45                                           CR9EHIX-9
VTR 1000 F                                          DPR8EVX-9
VTR 1000 SP/II                                     IFR9H11
RS 125 R                                             R6385-105P
RS 250 R                                             R6120-105
XR 250/Motard                                     CR8EH-9
XR 400 Motard                                     DPR8Z
CR 125 R                                             BR9EG
CR 250 R                                             BR8EG
CR 80 R/R 2                                         B10EG
CR 85 R/R 2                                         BR10EG
CRF 100 F                                           CR7HSA
CRF 250 R                                           R0409B-8
CRF 450 R                                           IFR8H11
CRF 50 F/CRF 70 F                                CR6HSA
QR 50                                                 BPR4hs
XR 250 R                                             CR9EH-9
XR 50 R /XR 70 R                                  CR6HSA
RTL 250 R                                            BR6ES
RTL 250 F                                            CR6EH-9
TLM 200 R                                           B8ES
TLM 220 R                                           BR8ES
TLM 250 R                                           D8EA
TLM 260 R                                           B6ES
TLR 260                                              BR6ES

เครดิต  http://nkcowl.web44.net/sparkplug.html








« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 24, 2012, 09:08:49 PM โดย ช่างเค sf-club » บันทึกการเข้า

ผมช่างเคครับ รับซ่อมเครื่องยนต์ เบอร์ผม 0863244924 ช่างเค  
https://www.facebook.com/poom.satiantaworn
ความรู้เบื้องต้นของอาการต่างๆๆ
http://www.superfour-club.com/index.php/topic,1507.0.html
SUPERBIKE-CLUB THAILAND สังคมผู้ใช้รถบิ๊กไบค์ ,ซื้อขาย,BIGBIKE,SUPERBIKE ,HONDA,YAMAHA,KAWASAKI,DUCATI,BMW,KTM,CB400, SF400,CB1300, ทั่วประเทศไทย
« เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 12:20:16 PM »

 บันทึกการเข้า
Wins
OVER 1000 POST
*****

คะแนนความนิยม 62
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1095
สมาชิก SF คนที่ : 738

ก้าวต่อไป


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 12:28:21 PM »

ขอบคุณ 9K สำหรับความรู้ทั้งหมดครับ  น่าจะตรงใจใครหลายคนเลย ..เป็นอาการที่จะเจอกันบ่อยๆ
ของผม ข้อ 2  เลยละคร้าบ ... ส่งเข้าอู่ไปแล้ว ขอให้เป็นแค่ข้อ 2 ที่เถอะ 3 4 ไม่อาววววว..... 








บันทึกการเข้า
movepig
OVER 1000 POST
*****

คะแนนความนิยม 224
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5768
สมาชิก SF คนที่ : 36

ผม..อ้วนศรี หลักสี่เองจ้า!!!


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 12:37:13 PM »

  ขอบคุณข้อมูลดีๆมีประโยชน์ต่อสมาชิกมากๆครับ








บันทึกการเข้า

แจ้งข่าวสาร :: ทริป & มิสติ้ง :: กิจกรรมต่างๆ ของ Bkk-Zone
คลิ๊กที่นี้เลยจ้า >>> http://www.superfour-club.com/index.php/topic,18439.0.html
เชิญร่วมกิจกรรม "แบ่งปันน้ำใจจากพี่ถึงน้องปี4 กรุงเทพฯ-สัตหีบ"@30/11/56 จ้า
คลิ๊กเลยจ้า >>> http://www.superfour-club.com/index.php/topic,69152.0.html


E-mail ; Facebook     add >>> ouanlaksi@gmail.com
movepig
OVER 1000 POST
*****

คะแนนความนิยม 224
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5768
สมาชิก SF คนที่ : 36

ผม..อ้วนศรี หลักสี่เองจ้า!!!


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 12:39:34 PM »

ขอบคุณ 9K สำหรับความรู้ทั้งหมดครับ  น่าจะตรงใจใครหลายคนเลย ..เป็นอาการที่จะเจอกันบ่อยๆ
ของผม ข้อ 2  เลยละคร้าบ ... ส่งเข้าอู่ไปแล้ว ขอให้เป็นแค่ข้อ 2 ที่เถอะ 3 4 ไม่อาววววว..... 
เอาข้อเดียวพอหรอพี่ชาญ คิ คิ (ล้อเล่นนาไม่อยากให้เป็นสักข้อเลยละ หวังว่าคงไม่เป็นไรมากเนอะสา..ถุ..ผมยังไม่ได้รื้อหม้อน้ำมาดูเลยนอนยาววว )








บันทึกการเข้า

แจ้งข่าวสาร :: ทริป & มิสติ้ง :: กิจกรรมต่างๆ ของ Bkk-Zone
คลิ๊กที่นี้เลยจ้า >>> http://www.superfour-club.com/index.php/topic,18439.0.html
เชิญร่วมกิจกรรม "แบ่งปันน้ำใจจากพี่ถึงน้องปี4 กรุงเทพฯ-สัตหีบ"@30/11/56 จ้า
คลิ๊กเลยจ้า >>> http://www.superfour-club.com/index.php/topic,69152.0.html


E-mail ; Facebook     add >>> ouanlaksi@gmail.com
อาจารย์-บอม-จร้า
SBC MEMBER
OVER 1000 POST
*****

คะแนนความนิยม 51
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1677
สมาชิก SF คนที่ : 145


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 01:05:58 PM »

เป็นคำแนะนำที่ดีมากเรยครับ ขอบคุณมากอะjavascript:void(0);








บันทึกการเข้า
Aofzza グ
SBC MEMBER
Sr. Member
*****

คะแนนความนิยม 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 321
สมาชิก SF คนที่ : 1188

Life in Road


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 01:37:14 PM »

  สามนิ้วเลยครับ..








บันทึกการเข้า

A
OVER 1000 POST
*****

คะแนนความนิยม 1546
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1426
สมาชิก SF คนที่ : 928

อาชีพฉันคือนั่งเล่นเนท


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 01:59:18 PM »

มีประโยชน์สำหรับมือใหม่อย่างผมมากเลยครับคุณเค

นี่ถ้าอยู่ใกล้ๆจะเข้าไปให้ล้างคาบูเล่นๆซะหน่อย อิอิ








บันทึกการเข้า
KAI&MAI
Full Member
***

คะแนนความนิยม 11
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 140
สมาชิก SF คนที่ : 514

รถผมรถผม


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 02:01:36 PM »

1 คลัชลื่น อาการคือ ขี่ๆไปแล้วเร่งเครื่องรอบเครื่องฟาดกวาดไปแต่ล้อไม่หมุน แก้ไขไม่ได้เปลียนแผ่นครัชอย่างเดียว
 2 น้ำมันท่วม อาการคือ ขี่ไม่ได้ ไม่ครบสูบเดินเบาก็คอยจะดับ แก้ไขได้ ล้างคาบูอย่างระเอียดใช้น้ำยาล้างคาบูโดยเฉพาะส่วยใหญ่หาย
 3 คาบูไม่ดี อาการ เดินเบาไม่ได้ล้างคาบูแล้วก็ไม่หายน้ำมันท่วมตลอดทำไงก็ไม่หวย แก้ไขไม่ได้เปลียนอย่างเดียวแต่มีช่างบางคนซ่อมได้
 4 คาบูเสีย อาการ เดินเบาได้ปกติ วิ่งช้าๆวิ่งได้สบายแต่ พอวิ่งเร็ว น้ำมันท่วมวิ่งสดุด อาจมีไฟออกท่อ แก้ไขไม่ได้เปลียนอยางเดียว
 5 วาล์ยัน อาการคือ ยันน้อยสตาร์ติดร้อนๆเดินเบาไม่ได้  ยันมากๆสตาร์ติดยากติดแล้วต้องคอยเบี้ลเครื่องไว้ไม่งั้นมันจะดับ แก้ไขได้ตั้งวาล์แต่ถ้าชิมบางแล้วต้องเปลี่ยนวาล์
 6 แบตเสื่อม อาการคือ แบตหมดอย่างไม่มีสาเหตุ พ่วงกับคันอื่นสตาร์ติดหรือ เข็นก็ติด วัดไฟก็ชาร์ต แก้ไขไม่ได้เปลียนเเบตเท่านั้น
 7 ผ่านชาร์ตเสีย อาการคือ วิ่งๆไปดับกลางอากาศ หาสาเหตุไม่ได้ไฟในเเบตร์ไม่มีเอาเเบตไปชาร์ทแล้วแบตยังเก็บไฟ แก้ไขไม่ได้ เปลี่ยนแผ่นชาร์ทเท่านั้น
 8 ฟิลคอยเสื่อม อาการคือ อาการเบื้องต้นจะเหมื่อน  แผ่นชาร์ท กับแบต เสียต้องเจอช่างจริงๆแล้วครับหายากนิดหน่อยอาการนี้
 9 ซิลโชคเสีย อาการคือ มีน้ำมันโชคซืมออกมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แก้ไขไม่ได้ เปลี่ยนอย่างเดียวแนะนำให้เปลี่ยนทั้งคู่เพราะอายุจะไรเลี่ยกัน จะได้เสียค่าเเรงครังเดียว
 10 โซ่เสีย อาการคือ มีเสียงดังผิดปกติ ยืดเร็วกว่าปกติ บางข้อตายแบบเหนด้วยตาเปล่า โซ่ดีๆเค้าตั้งกันประมาณ 1000 กิโลครังครับ
 11 ยางแบนบ่อยๆ อาการคือ ยางซึมบอยหารอยรั่ว(รอยสิ่งของที่มาตำ)ไม่เจอ อาจออกมาจากขอบแมก หรือ สรยาง แก้ไขได้ให้ร้านยางทำทากาวที่ขอบแมก เปลี่ยนสร
 12 ไฟหน้าขาดบ่อย อาการคือ วิ่งๆไม่นานไฟหน้าก้ขาด เปลียนแล้วไม่นานมันก็ขาดอีก แก้ไขได้ ส่วนใหญ่มาจากกาวเดินไม่สะดวก หรือตัวล๊อกหลอดไม่แน่น มันกระเทีอย(สั่น) ก็เลยขาด
 13 ไฟเลี้ยวค้าง อาการคือ เปิดไฟเลี้ยวแล้วมันไม่กระพริบ แก้ไขได้ ล้างขั้วหรือเคาะที่รีเล ถ้าไม่หายก็เปลี่ยนรีเล หรือดูกำลังหวัดของหลอดถ้าหวัดเยาะมันจักระพริบช้า ถ้าหวัดน้อยจะกระพริบเร็ว
 14 น้ำโบว์ออก อาจมาจาก ฝาหม้อน้ำเสีย หม้อน้าตัน ประเก็นฝาสูบแตก  ฝาสูบโก่ง พัดลมไม่ทำงาน แก้ไขได้ พัดลมไม่ทำงานก็มี 1 เทอโมสตัดเสียหรือไม่มีกราว์ลงที่หม้อน้ำ หรือพัดลมเสียต้องเปลี่นยครับ ฝาหม้อน้ำดูว่ายางมันบานหรือยังถ้าบานแล้วก็เปลี่ยน  1.1  นะ  0.9 มันก็จะโบวเร็วไป หม้อน้ำตันก็ล้างก่อนถ้าไม่หายก็ต้องเปลี่ยน ส่วนอันอื่นหาช่างเหอเดียวยาวถ้าทำเอง
 15 วาล์น้ำเสีย อาการ ขี่เเปบเดียวไปกระพิบแต่พัดลมไม่ทำงาน เนื่องจากวาล์น้ำมันไมยกน้ำเลยไม่วนน้ำในหม้อน้ำจึงไม่ได้อุหภูมิ ไฟเลยกระพริบ เเก้ไขไม่ได้ ต้องเปลี่ยนอย่างเดียว เคยที่ความสะอาดแล้วมันทำงานแต่ไม่นานมันก็ไม่ยกอีกเปลียนเลยดีกว่า
    ปล. ช่าง k เองครับ 0863244924 สำหรับผู้ที่อยู่ต่างจัวหวัดโทรมาถามได้ครับ ช่วยได้ผมจะช่วยครับ
 
 
โอ้โหนี้มันก็ทั้งคันเลยนะเนี้ย 








บันทึกการเข้า
cowboy009
SBC MEMBER
Full Member
*****

คะแนนความนิยม 10
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 231
สมาชิก SF คนที่ : 593

ขี่ไปเรื่อย ๆ เหนื่อยก็พัก


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 02:17:05 PM »

ขอบคุณครับ 9K

    ข้อมูลเยอะเลย








บันทึกการเข้า

พูดคุย  ได้ครับ
cowboy.ps009@gmail.com
tonza_eme
Full Member
***

คะแนนความนิยม 4
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 210
สมาชิก SF คนที่ : 635

เชื่อในตัวฉันขอให้มั่นใจ...


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 03:11:31 PM »

เยี่ยมไปเลยครับ ยก .8ให้เลย
มีประโยชน์มากครับ








บันทึกการเข้า
KoKoIcHi_K @ Pk
SBC MEMBER
OVER 1000 POST
*****

คะแนนความนิยม 20
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1729
สมาชิก SF คนที่ : 644

พัฒนาเพื่อสิ่งที่ดีกว่าเดิม


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 10:31:09 PM »

ขอบคุณมากครับ
เป็นประโยชน์กับมือใหม่อย่างผมมากๆ








บันทึกการเข้า

ภูเก็ตเข้าโซนกันด้วยนะ >>>http://www.superfour-club.com/index.php/topic,5518.new.html#new

เข้ามาทักทายได้นะครับ >>>http://www.superfour-club.com/index.php/topic,1830.msg31390.html#msg31390



Learning Never Exhausts The Mind!!

ココイチ D 蘇パコーン
<SuperBike-Club.Com>
WEBMASTER
OVER 1000 POST
*****

คะแนนความนิยม 65535
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: มากเกินบรรยาย
สมาชิก SF คนที่ : 1


Admin SuperBike-Club.Com


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: มกราคม 11, 2010, 08:04:49 AM »

มีประโยชน์ ต่อสมาชิก มากๆครับ จัดการปักหมุดให้ครับ มีความรู้ใหม่ๆ แก้ไขเพิ่มเติมได้เลยครับ 









บันทึกการเข้า

Facebook : www.facebook.com/ratapong
E-Mail      : sf_club@msn.com
TEl. 091-0617258  โดส
LINE ID - overdose2499
m-b_jza70.1
New Member
*

คะแนนความนิยม 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 32
สมาชิก SF คนที่ : 747

ไปทุกที่ที่มีทาง (เรียบๆเท่านั้น)55+


ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: มกราคม 11, 2010, 08:56:00 AM »

1 คลัชลื่น อาการคือ ขี่ๆไปแล้วเร่งเครื่อง รอบเครื่องฟาดกวาดไป แต่ล้อไม่หมุน แก้ไขไม่ได้เปลียนแผ่นครัชอย่างเดียว
 2 น้ำมันท่วม อาการคือ ขี่ไม่ได้ ไม่ครบสูบเดินเบาก็คอยจะดับ แก้ไขได้ ล้างคาบูอย่างละเอียดใช้ น้ำยาล้างคาบูโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่หาย
 3 คาบูไม่ดี อาการ เดินเบาไม่ได้ล้างคาบูแล้วก็ไม่หาย น้ำมันท่วมตลอดทำไงก็ไม่หาย แก้ไขได้ โดยช่างผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
 4 คาบูเสีย อาการ เดินเบาได้ปกติ วิ่งช้าๆวิ่งได้สบายแต่ พอวิ่งเร็ว ประมาณ100วิ่งสะดุด อาจมีไฟออกท่อ แบบF16เลย แก้ไขไม่ได้เปลี่ยนอย่างเดียว มักเจอในรถอายุเกินสิบปีที่ถังน้ำมันเป็นสนิม
 5 วาล์ยัน อาการคือ ยันน้อยสตาร์ทติดได้ ร้อนๆเดินเบาไม่ได้  ยันมากๆสตาร์ติดยากติดแล้วต้องคอยเบี้ลเครื่องไว้ไม่งั้นมันจะดับ แก้ไขได้ ตั้งวาล์แต่ถ้าชิมบางแล้วต้องเปลี่ยนวาล์
 6 แบตเสื่อม อาการคือ แบตหมดอย่างไม่มีสาเหตุ พ่วงกับคันอื่นสตาร์ติดหรือ เข็นก็ติด วัดไฟก็ชาร์ต แก้ไขไม่ได้ เปลียนเเบตเท่านั้น
 7 ผ่านชาร์ตเสีย อาการคือ วิ่งๆไปดับกลางอากาศ หาสาเหตุไม่ได้ไฟในเเบตไม่มีเลย พอเอาเเบตไปชาร์ทแล้วแบตยังเก็บไฟ แก้ไขไม่ได้ เปลี่ยนแผ่นชาร์ทเท่านั้น
 8 ฟินล์คอยเสื่อม อาการคือ อาการเบื้องต้นจะเหมือน  แผ่นชาร์ท กับแบตเสีย ต้องเจอช่างจริงๆแล้วครับหายากนิดหน่อยอาการนี้
 9 ซิลโชคเสีย อาการคือ มีน้ำมันโชคซึมออกมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แก้ไขไม่ได้ เปลี่ยนอย่างเดียวแนะนำให้เปลี่ยนทั้งคู่เพราะอายุจะไล่เลี่ยกัน จะได้เสียค่าเเรงครั้งเดียว
 10 โซ่เสีย อาการคือ มีเสียงดังผิดปกติ ยืดเร็วกว่าปกติ บางข้อตายแบบเห็นด้วยตาเปล่า โซ่ดีๆเค้าตั้งกันประมาณ 1000 กิโลครั้งครับ
 11 ยางแบนบ่อยๆ อาการคือ ยางซึมบอยหารอยรั่ว(รอยสิ่งของที่มาตำ)ไม่เจอ อาจออกมาจากขอบแม็ก หรือ ศรยาง แก้ไขได้ให้ร้านยางทำทากาวที่ขอบแมก เปลี่ยนศร
 12 ไฟหน้าขาดบ่อย อาการคือ วิ่งๆไม่นานไฟหน้าก็ขาด เปลี่ยนแล้วไม่นานมันก็ขาดอีก แก้ไขได้ ส่วนใหญ่มาจากกาวเดินไม่สะดวก หรือตัวล๊อกหลอดไม่แน่น มันกระเทือน(สั่น) ก็เลยขาด
 13 ไฟเลี้ยวค้าง อาการคือ เปิดไฟเลี้ยวแล้วมันไม่กระพริบ แก้ไขได้ ล้างขั้วหรือเคาะที่รีเล ถ้าไม่หายก็เปลี่ยนรีเล หรือดูกำลังวัตถ์ของหลอดถ้าวัตถ์เยอะมันจะกระพริบช้า ถ้าวัตถ์น้อยจะกระพริบเร็ว
 14 น้ำโบว์ออก อาจมาจาก ฝาหม้อน้ำเสีย หม้อน้ำตัน ประเก็นฝาสูบแตก  ฝาสูบโก่ง พัดลมไม่ทำงาน แก้ไขได้ พัดลมไม่ทำงานก็มี 1 เทอโมสตัดเสียหรือ ไม่มีกราว(ขั้วลบ)ลงที่หม้อน้ำไฟฟ้าเลยไม่ครบวงจร หรือพัดลมเสียต้องเปลี่ยนครับ ฝาหม้อน้ำดูว่ายางมันบานหรือยังถ้าบานแล้วก็เปลี่ยน  1.1  นะ  0.9 มันก็จะโบวเร็วไป หม้อน้ำตันก็ล้างก่อนถ้าไม่หายก็ต้องเปลี่ยน ส่วนอันอื่นหาช่างเหอะเดี๋ยวยาวถ้าทำเอง
 15 วาล์วน้ำเสีย อาการ ขี่เเป๊บเดียวไฟกะพริบแต่พัดลมไม่ทำงาน เนื่องจากวาล์วน้ำมันไม่ยก น้ำเลยไม่วนน้ำในหม้อน้ำจึงไม่ได้อุณหภูมิ ไฟเลยกระพริบ เเก้ไขไม่ได้ ต้องเปลี่ยนอย่างเดียว เคยทำความสะอาดแล้วมันทำงานแต่ไม่นานมันก็ไม่ยกอีก เปลียนเลยดีกว่า
 16 น้ำมันเครื่องหมดอายุ อาการคือ เกียร์เเข็งเข้ายาก แก้ไขง่ายๆเปลี่ยนน้ำมันเครื่องกับกรองน้ำมันเครื่อง (ถ้าใช้กรองน้ำมันเครื่องแท้ ถ่ายน้ำมันเครื่องสองครั้งค่อยเปลี่ยนใหม่เอาของมอไซค์นะอย่าเอาของรถยนต์มาใส่)
  17 ขอก๊อปรูปวิธีฉีดโซ่ มาลงด้วยครับมันจะได้รวมอยู่ที่เดียวกัน และจำนวนการเติมน้ำมันเครื่องด้วย
 18 เปิดสวิสกุญแจแล้วไม่มีไฟอะไรขึ้นเลย ในกรณีที่เเบตเต็มนะ เป็นเพราะ ฟิว 30A ที่auto start ขาดเป็นฟิวเมนถ้าขาดแล้วดับทั้งคันมี อยู่ที่ฝาข้างๆซ้าย รูปประกอบด้านล่าง
  19 สิ่งที่ควรดู  น้ำมันเครื่องอย่าให้ต่ำกว่าขีดล่าง น้ำในหม้อพักและถ้าจะให้ดีเปิดฝาหม้อน้ำจะดีมาก เพราะจะได้ดูฝาหม้อด้วย ถ้ายางมันบานหรือแตก                 กรอบควรรีบเปลี่ยนทันที เพราะปล่อยไว้มันจะเป็นสาเหตุทำให้(ฝาสูบโก่งได้)
  
                                    
                                ปล. ช่าง k เองครับ สำหรับผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดโทรมาถามได้ครับ ช่วยได้ผมจะช่วยครับ 0863244924






















 
 


 








บันทึกการเข้า

what ever will be will be..

................................
-=ChampZ=-
OVER 1000 POST
*****

คะแนนความนิยม 249
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 6872
สมาชิก SF คนที่ : 154

แชมป์กับหนิงค๊าบ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: มกราคม 12, 2010, 01:43:12 AM »

เยี่ยมครับ สุโก้ยๆๆๆ  








บันทึกการเข้า

miniboy
Sr. Member
****

คะแนนความนิยม 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 254
สมาชิก SF คนที่ : 1403

ฝันให้ไกล ขี่ไปให้ถึง


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: มกราคม 12, 2010, 04:38:22 PM »

สุดยอด ขอบคุณคับ








บันทึกการเข้า

ถ้าอยากมีความสุข ก็ต้องเลิกเเสวงหาความสุขก่อน
SUPERBIKE-CLUB THAILAND สังคมผู้ใช้รถบิ๊กไบค์ ,ซื้อขาย,BIGBIKE,SUPERBIKE ,HONDA,YAMAHA,KAWASAKI,DUCATI,BMW,KTM,CB400, SF400,CB1300, ทั่วประเทศไทย
   

 บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 7   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2008, Simple Machines
SMFAds for Free Forums | Thai language by ThaiSMF

Gold Charm by Shadow82x in association with SMF Themes © 2008
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!